วันพฤหัสบดีที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2554

'ขนทรายเข้าวัด' ประเพณีมงคลรับสงกรานต์

เทศกาลสงกรานต์ของไทยปีนี้มีวันหยุดยาวต่อเนื่องหลายวันสร้างความครึกครื้นให้กับขาเที่ยวได้ตระเวนเล่นน้ำจนชุ่มฉ่ำ

พร้อม เดินทางกลับภูมิลำเนาเพื่อกราบไหว้พ่อ แม่  ปู่ ย่า ตา ยาย และพบปะญาติพี่น้อง รวมทั้งพากันออกไปทำบุญเสริมสิริมงคลให้ชีวิตเนื่องในวันปีใหม่ไทย ไม่ว่าจะเป็น การไหว้พระขอพร การทำบุญตักบาตร รวมถึง การขนทรายเข้าวัด ซึ่งถือเป็นประเพณีปฏิบัติอันดีงามที่อยู่เคียงคู่เทศกาลสงกรานต์มาเนิ่น นาน 
   
รัฏฐา ฤทธิศร อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ความรู้เกี่ยวกับวันปีใหม่ของไทยว่า


เดิมที เมืองทางเหนือนั้นมีความเชื่อเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงรอบราศี (เดือน) ว่า การสังขานต์ หรือสงกรานต์ที่หมายถึงการผ่านหรือเคลื่อนไป ไม่ใช่สังขารในความหมายที่เข้าใจกันในปัจจุบัน โดยในช่วงเดือนเจ็ดทางเหนือตรงกับเดือนห้าทางใต้หรือเมษายนปัจจุบัน นับเป็นช่วงเปลี่ยนศักราชหรือปีใหม่ ที่เรียกกันว่า ’มหาสงกรานต์“ ด้วยการกำหนดมาจากปฏิทินทางสุริยคติ (นับ เอาการเปลี่ยนแปลงของพระอาทิตย์เป็นหลักกำหนดปีและฤดูกาล) ของช่วงการเปลี่ยนฤดูกาลเข้าสู่หน้าร้อนซึ่งเป็นช่วงที่ดวงอาทิตย์โคจรเข้า สู่แนวตั้งฉากพื้นโลกและยังเป็นช่วงว่างก่อนเข้าสู่ฤดูเพาะปลูกราวเดือนเก้า ที่ย่างเข้าสู่ฤดูฝนจนถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวในราวเดือนสาม จึงเหมาะแก่การมีงานเฉลิมฉลองรื่นเริง
   
วันสงกรานต์มักจะจัดประมาณ 3-4 วัน ได้แก่ วันสังขานต์ล่อง ตรงกับวันที่ 13 เมษายน นับเป็นวันจุดสิ้นสุดปีเก่าที่จะได้ล่วงผ่านไป


กิจกรรม ที่เป็นประเพณีในวันนี้เน้นการเก็บกวาดและทำความสะอาดครัวเรือน ชำระร่างกายให้สะอาดสะอ้านเปรียบเสมือนการเตรียมตัวที่ดีให้พร้อมรับกับสิ่ง ใหม่ในปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง ส่วนวันเนาว์หรือเน่า ตรงกับวันที่ 14 เมษายน นับเป็นวันที่มีความสำคัญมากเนื่องจากถือว่าเปรียบเสมือนวันสุกดิบ (ครึ่ง ๆ กลาง ๆ จะเป็นอย่างไรไม่รู้) คือ วันรอยต่อระหว่างปีเก่ากับปีใหม่ จึง ไม่นิยมปฏิบัติในสิ่งที่ไม่เป็นมงคลทั้งหลาย เนื่องจากจะส่งผลร้ายมายังตัวเอง ดังนั้นจึงมี กิจกรรมการเล่นน้ำที่สนุกสนานและมีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับทางศาสนาด้วย คือ การดา (จัดเตรียมของเพื่อทำบุญปีใหม่) และวันพญาวัน ตรงกับวันที่15 เมษายน เป็นวันมงคลของการเริ่มต้นศักราชใหม่ จึงเน้นการทำบุญทางศาสนา เช่น ตักบาตร สรงน้ำพระ การรดน้ำดำหัวผู้อาวุโสที่เคารพเพื่อให้ศีลให้พรอันเป็นการสร้างสิริมงคลให้ ตนเองในวันเริ่มต้นปีใหม่ตลอดทั้งปี รวมทั้งประเพณีการขนทรายเข้าวัด ด้วย
   
ประเพณีการขนทรายเข้าวัดนับเป็นกิจกรรมที่สำคัญอย่างหนึ่งในเทศกาลสงกรานต์

โดย ประวัติความเป็นมานั้นเกี่ยวข้องกับสังคมในอดีตที่ชุมชนมีความสัมพันธ์กัน มากกับศาสนาซึ่งก็คือ ’วัด“ ที่ต้องเข้าออกเพื่อปฏิบัติศาสนกิจหรือทำบุญกันอยู่เสมอ จึงนับว่าเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงปฏิสัมพันธ์กันในชุมชน โดยในแต่ละวันนั้นการเข้าออกศาสนสถานย่อมไม่เพียงเป็นเรื่องมงคล หากแต่อีกด้านหนึ่งเชื่อว่าจะมีเรื่องที่ไม่ดีงามผสมปนเปกันอยู่ คือทรายที่เป็นทรัพย์สมบัติของวัดที่ติดตัวไปเมื่อเดินทางออกจากวัด เนื่องจากการเข้าวัดต้องถอดรองเท้าก่อนจึงมีโอกาสที่ทรายเม็ดเล็ก ๆ
จะติดเท้าออกไป
   
ทั้งนี้วัดทางเหนือนั้นมักเป็นลานทรายโดยรอบซึ่งเชื่อว่ามาจากคติการสร้างวัดให้เปรียบเสมือนจักรวาลทางศาสนาอันบริสุทธิ์ โดยมีองค์เจดีย์อันเป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเปรียบเป็นเขา พระสุเมรุอันเป็นศูนย์กลางของวัดและมีกลุ่มอาคารต่าง ๆ ทั้งวิหารหรือโบสถ์โดยรอบ ซึ่งพื้นที่ว่างระหว่างอาคารนั้นจะเว้นให้เป็นลานทรายที่เปรียบเสมือนทะเล สีทันดรที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ เมื่อแดดส่องสะท้อนเหล่าเม็ดทรายก็จะมีประกายและเงาที่เปลี่ยนแปลงไปคล้าย กับคลื่นในทะเลจริง ๆ 


สำหรับประโยชน์ด้านการใช้งานนั้น ลานทรายสามารถทำความสะอาดง่าย ผิวแห้งไม่เฉอะแฉะ วัชพืชโตได้ยาก

การ มาทำบุญในวัดตลอดทั้งปีจึงมีการเหยียบย่ำเอาทรายของวัดออกไปโดยที่เรารู้ตัว และไม่รู้ตัว ดังนั้นหน้าที่ของพุทธศาสนิกชนที่ดีต้องดูแลค้ำจุนพระพุทธศาสนา จึงได้มีประเพณีในการนำทรายที่เรานำออกไปโดยไม่รู้ตัวกลับมาคืน เปรียบเป็นการสร้างแนวคิดในการปฏิบัติเรื่องผิดที่ไม่รู้ตัวแต่สร้างให้มี สำนึกและต้องแก้ไข เพื่อช่วยสร้างจิตสำนึกที่เป็นกรอบปฏิบัติทางสังคมร่วมกัน ที่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน ประกอบกับทรายเป็นวัสดุหลักหนึ่งที่มีความจำเป็นต้องใช้ในการก่อสร้างและ บูรณะเสนาสนะทั้งหลายภายในวัด ดังนั้นช่วงฤดูแล้งที่ปริมาณน้ำในแม่น้ำลดลง เป็นช่วงว่างก่อนการเพาะปลูกจึงสะดวกในการที่สมาชิกในชุมชนทั้งชายหญิง เด็กผู้ใหญ่จะร่วมมือกันขนทรายสะอาดและละเอียดที่เหมาะสมกับการใช้ผสมปูน เพื่อที่จะใช้ในการสร้างและบูรณะสิ่งก่อสร้าง ซึ่ง เมื่อขนทรายมาแล้ววิธีการเก็บควรให้เป็น กองทรงกรวยอย่างที่ได้พบเห็นทั่วไปเพื่อให้แห้งและขนย้ายไปใช้งานได้ง่าย เพราะน้ำหนักจะเบากว่าทรายที่เปียกน้ำ เมื่อเวลาผ่านไปจึงมีการประดับหรือทำเป็นรูปทรงที่ชัดเจนขึ้น ต่อมาทำเป็นทรงเจดีย์เพื่อเป็นการป้องกันลมที่จะพัดทรายแห้งปลิวไปได้ด้วย อีกทางหนึ่ง
   
สำหรับกิจกรรมของพิธี จะเริ่มในช่วงบ่ายด้วยการรวมตัวกันเพื่อจัดเตรียมอุปกรณ์

แล้ว จึงไปยังแหล่งน้ำของชุมชน หรือแหล่งใหญ่เพื่อช่วยกันนำทรายสะอาดจากแม่น้ำบรรจุภาชนะที่เตรียมไปมายัง วัดโดยระหว่างนั้นก็จะมีการเล่นรดน้ำกันพอสนุกสนาน โดยที่วัดพระภิกษุและผู้เฒ่าผู้แก่จะเป็นผู้จัดเตรียมสถานที่เพื่อจัดกระบะ ที่ทำขึ้นจากไม้ตีเป็นกรอบสี่เหลี่ยมหรือไม้ไผ่สานเป็นทรงกระบอกขนาดลดหลั่น กันไปเพื่อใช้ในการบรรจุทราย เมื่อชั้นล่างบรรจุทรายเต็มแล้วก็จะนำกระบะที่เล็กกว่าวางซ้อนด้านบนเพื่อ ใช้บรรจุทรายต่อไปจนซ้อนกันเป็นรูปคล้ายเจดีย์สามชั้นและห้าชั้นตามศรัทธา ที่จะขนมายังวัด บ้างก็จะจัดเป็นกรวยขนาดเล็กๆ จำนวนมาก จัดวางอยู่ตามความต้องการของผู้นำมา ทั้งนี้ยังมีการประดับตกแต่งกองทรายน้อยใหญ่ที่ขนเข้ามาในวัดด้วยตุง (ธง) ให้มีสีสันสวยงาม เพื่อให้แล้วเสร็จภายในช่วงค่ำของวันเดียวกัน เนื่องจากในวันถัดมาคือ วันพญาวันก็จะกลับมาที่วัดเพื่อทำบุญและถวายเจดีย์ทรายที่ได้ร่วมแรงร่วมใจ ก่อสร้างให้วัดได้ใช้ประโยชน์ต่อไป
   
อย่างไรก็ตามประเพณีใด ๆ ที่เกิดขึ้นมาในอดีตนั้นล้วนพัฒนามาจากวิถีชีวิตและนิยมประพฤติปฏิบัติสืบกันมาตามที่เห็นว่าดีงาม สร้าง เสริมความสัมพันธ์ที่ดีของชุมชนและสภาพแวดล้อมที่ต้องพึ่งพาอาศัยกันล้วน เป็นสิ่งที่แสดงคุณค่าและสะท้อนความเป็นรากเหง้าทางวัฒนธรรมที่เป็น เอกลักษณ์ ประกอบเข้ากับการเสริมสร้างความคิด ความเชื่อที่เป็นสิริมงคลเพื่อใช้เป็นกุศโลบายที่จะคงไว้ซึ่งการปฏิบัติต่อๆ กันมาบนพื้นฐานความเชื่อทางศาสนาอันเป็นหลักในการดำเนินชีวิตของสังคมไทย ทุกระดับ หากเพียงในปัจจุบันนั้นมุมมองด้านศาสนากลับเป็นเรื่องของความงมงาย เข้าใจและปฏิบัติได้ยาก ส่งผลให้ประเพณีหลายสิ่งเปลี่ยนแปลงและค่อย ๆ เลือนหายไป สุดท้ายอาจเหลือเพียงกิจกรรมที่จัดเพื่อนักท่องเที่ยวและประโยชน์ทางเม็ด เงินในด้านธุรกิจเท่านั้น
   
ดัง นั้นเราคนไทยต้องรู้จักอนุรักษ์ประเพณีไทยไว้และปลูกฝังให้ลูกหลานได้ ปฏิบัติตาม เพราะนอกจากตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาอย่างมีคุณค่าแล้วยังแฝงคุณประโยชน์ต่อ ประเทศชาติไว้อย่างมากมายมหาศาล.
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

เลือก-ใช้’ครีมกันแดด’ถูกวิธี รับเทศกาลสงกรานต์


หลาย คนเตรียมพร้อมจะออกไปเล่นสาดน้ำให้สนุก เตรียมอุปกรณ์เล่นน้ำพร้อมแล้ว แต่เตรียมอุปกรณ์สำคัญในการปกป้องผิวจากแสงแดดที่เหมาะสมหรือยัง?

ครีมกันแดดที่วางขายในท้องตลาดมีอยู่ 2 ประเภทใหญ่ๆ
คือแบบฟิสิคอลที่มีส่วนผสมของซิงค์ ออกไซด์และไทเทเนียม ไดออกไซด์ ซึ่งจะปกป้องผิวจากแสงแดดได้ทันที และเมื่อทาจะเหมือนมีแผ่นฟิล์มบางๆ เคลือบบนผิวแทนที่จะดูหนาหนักเหมือนละเลงครีมหนาๆ แต่ล้างออกค่อนข้างยากเพราะเนื้อครีมจะเหนียวติดผิว ส่วนครีมกันแดดแบบเคมิคอลหรือออแกนิคจะต้องทาก่อนออกแดดอย่างน้อย 20 นาทีเพื่อให้ดูดซึมลงสู่ผิวก่อน
   
ครีมกันแดดที่ดีควรจะเป็นแบบไฮโปอัลเลอเจนิกและนอนคอเมโดเจนิคเพื่อป้องกันการระคายเคือง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการแพ้ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะครีมทุกตัวก็สามารถทำให้ผิวเกิดสิวอักเสบและผื่นคันได้ ก่อนใช้จึงต้องทดสอบโดยทาบริเวณข้อพับเสียก่อน
   
ที่สำคัญคือต้องทาครีมกันแดดทั้งใบหน้าและลำตัว และอย่าลืมจุดที่ไม่มีอะไรปกปิด อย่างหลังคอ หลังมือหรือใบหู โดยใช้ครีมกันแดดในปริมาณที่ค่อนข้างมากสักหน่อย เพราะถ้าทาครีมกันแดดในปริมาณไม่มากพอ ก็ทำให้ประสิทธิภาพในการกันแดดน้อยลงด้วย ซึ่งปริมาณครีมกันแดดที่ทาทั่วตัวได้พอดีคือ 30-60 กรัม
   
นอกจาก นี้ ก่อนทาครีมกันแดดอาจให้ผิวบริเวณลำตัวได้รับแสงแดดสักเล็กน้อย เพื่อจะได้สร้างวิตามินดี สังเกตได้ว่าหากมีจุดสีแดงเล็กๆ แสดงว่าวิตามินดีได้ถูกสร้างขึ้นแล้ว และหากต้องเผชิญแดดจัดควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่าเอสพีเอส 30 และค่าพีเอ+++ เพื่อกันรังสียูวีเอ และทาซ้ำทุกๆ สองชั่วโมง
   
แต่ หากตัวเปียกเพราะเล่นน้ำหรือว่ายน้ำก็ต้องใช้ครีมกันแดดที่กันน้ำ เพราะเนื้อครีมจะได้ไม่ไหลไปกับเหงื่อหรือละลายไปกับน้ำ และต้องทาซ้ำทุกหนึ่งชั่วโมงครึ่งถึงสองชั่วโมงด้วย
   
ส่วนใครที่คิดว่าแค่สวมเสื้อและสวมหมวกก็จะป้องกันแสงแดดได้เพียงพอจึงไม่ต้องทาครีมกันแดดนั้น ขอบอก ว่าเสื้อและหมวกกันแดดได้ก็จริง แต่แค่เพียงระยะเวลาสั้นๆ โดยถ้าเทียบเป็นค่าเอสพีเอฟ หมวกจะมีค่าเอสพีเอฟ10 และเสื้อยืดก็มีค่าเอสพีเอฟแค่ 5 เท่านั้น
ใครที่ ชอบออกแดดอาจกลัวผิวไหม้หรือเกิดมะเร็งผิวหนัง แต่ที่จริงการที่ผิวได้รับแสงแดดก็จะช่วยให้สุขภาพแข็งแรงเพราะร่างกายจะ สร้างวิตามินดี ซึ่งช่วงที่สามารถออกแดดโดย จะได้รับรังสียูวีน้อยลงถึง 20-40 เปอร์เซ็นต์ คือวันที่มีเมฆมาก และช่วงที่แดดส่องมาที่ตัวแล้วเงาที่ทอดบนพื้นยาวกว่าความสูง
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันจันทร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2554

เคล็ดลับการผ่าแตงโม







ที่มา

http://variety.teenee.com

เคล็ดลับ หุงข้าวกล้องถูกหลัก เพิ่มความหอมอร่อย

ข้าวกล้องเป็นข้าวที่มีคุณค่าทางโภชนาการมากที่สุด
เนื่องจากเป็นข้าวที่ผ่านการกะเทาะเปลือกออกเพียงครั้งเดียว ทำให้จมูกข้าวและรำข้าวซึ่งเป็นส่วนที่อุดมไปด้วยวิตามินยังติดอยู่ ข้าวกล้องนั้นจะมีสีน้ำตาลส่วนความเข้มอ่อนนั้นจะแตกต่างกันไปตามพันธุ์ข้าว พื้นที่ที่ใช้ในการปลูก และกระบวนการผลิต
สาเหตุที่ข้าวกล้องยังได้รับควาามนิยมไม่มากเท่าที่ควรนั้นเนื่องมาจาก เวลาที่ข้าวกล้องสุกแล้วจะมีความแข็งมากกว่าข้าวขาว เพื่อ ให้ข้าวกล้องมีความนิ่มมากขึ้นจะต้องตวงข้าวกล้องใส่หม้อ แช่น้ำไว้ประมาณ 30 นาที และอัตราส่วนในการหุงนั้นต้องใช้ข้าว 1 ส่วน ต่อน้ำ 3 ส่วน

แช่ น้ำทิ้งไว้อีกประมาณ 30 นาที จึงจะนำไปหุงได้ หรืออาจใช้วิธีใส่ข้าวขาวขัดผสมลงไปในอัตราส่วน 1 ต่อ 4ทั้ง 2 วิธีนี้จะทำให้ข้าวกล้องนุ่มน่ากินมากขึ้น


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2554

ไมโครเวฟ กับ อาหารแช่แข็ง





ช่วงฝนตกแบบ นี้ หนุ่มสาววัยทำงานตลอดจนนักเรียนนักศึกษา คงจะเคยฝากท้องไว้กับร้านอาหารสะดวกซื้อ 24 ชั่วโมง ที่มีอยู่แทบทุกหัวระแหง และมีบริการขนม ของว่าง หรือกระทั่งอาหารกล่องแช่แข็งให้เลือกกันหลายเมนู เพียงจ่ายเงินแล้วให้พนักงานยัดอาหารกล่องแช่แข็งเมนูโปรดเข้าไปในเตาอบ ไมโครเวฟ ไม่กี่นาที อาหารแช่แข็งเหล่านั้นก็จะกลายเป็นเมนูจานร้อนหอมฉุยพร้อมเสิร์ฟ...สุดสะดวก แบบนี้ มั่นใจว่าต้องมีคนใช้บริการไม่น้อยแน่ๆ

แต่เท่าที่สังเกต พฤติกรรมการนำอาหารแช่แข็งเหล่านั้นเข้าเตาอบไมโครเวฟ ส่วนใหญ่มักจะคล้ายๆ กัน คือ หากเป็นผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูป ก็มักจะฉีกซองออกเล็กน้อย หรือเจาะให้ทะลุเป็นรูๆ แล้วเอาเข้าอบทั้งหีบห่อพลาสติก แต่ถ้าหากเป็นอาหารชนิดของว่างประเภทซาลาเปา จะเอาออกจากห่อใหญ่ที่แช่แข็งไว้ แล้วนำมาใส่ในถุงพลาสติกใสอย่างหนา แล้วจึงนำเข้าอบทั้งพลาสติกดังกล่าว

...บางคนกินบ่อยจนรู้สึกชินตา กับพฤติกรรมและรูปแบบของการอบอุ่นอาหารแช่แข็งเช่นนี้ แต่ก็มีอีกไม่น้อยที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับความปลอดภัย ของการอบอาหารทั้งบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ห่อหุ้มอยู่ ว่าความปลอดภัยจากการปนเปื้อนนั้นมีมากน้อยแค่ไหน

"ขึ้น อยู่กับพลาสติก ว่ามันเป็นพลาสติกชนิดไหน ถ้าเป็นพลาสติกที่ได้มาตรฐาน และระบุชัดเจนว่า สามารถใช้อบในไมโครเวฟได้ อันนี้ก็ไม่มีปัญหา แต่ปัญหามันจะมาอยู่ที่พลาสติกที่ห่ออาหารนั้นๆ มันเป็นพลาสติกทนความร้อนที่สามารถใช้อบในไมโครเวฟได้ทุกชนิด ทุกยี่ห้อ ทุกผลิตภัณฑ์หรือเปล่า อันนี้เป็นประเด็นของร้านที่ต้องรับผิดชอบเพื่อสุขภาพของผู้บริโภค"

รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการอธิบาย ก่อนจะขยายวงออกไปถึงเรื่องของการอุ่นอาหารด้วยไมโครเวฟในครัวเรือนด้วย

"และ นอกจากที่เราอาจจะต้องเจออาหารแช่แข็งอุ่นทั้งพลาสติกตามร้านสะดวกซื้อแล้ว โอกาสที่เราจะซื้อมาแช่ไว้ในตู้เย็นแล้วบริโภคกันในบ้านก็เป็นสิ่งที่หลาย ครอบครัวทำกัน เนื่องจากสะดวกรวดเร็ว"

รศ.ดร.วินัย กล่าวต่ออีกว่า บางบ้านอาจจะเลือกความสะดวกโดยการอุ่นทั้งบรรจุภัณฑ์อย่างที่เห็นพนักงานใน ร้านทำ แต่บางบ้านอาจจะใช้วิธีแกะออกจากพลาสติกใส่จาน จากนั้นจึงทำไปเข้าไมโครเวฟเพราะคิดว่าปลอดภัยกว่า

"จริงๆ แล้วการเลือกภาชนะใส่อาหารเพื่อนำเข้าเตาอบไมโครเวฟก็ต้องเลือกดีๆ และยังมีคนอีกจำนวนมากที่เข้าใจผิดอยู่ ภาชนะที่ดีที่สุดในการใส่อาหารเข้าอบในไมโครเวฟ คือ ภาชนะถูกทำขึ้นเพื่อใช้ในการอบในเตาไมโครเวฟโดยเฉพาะ แต่หากไม่มีก็สามารถใช้จานกระเบื้องเนื้อหนาแทนก็ได้ ที่เห็นบ่อยๆ ก็คือคนมักจะใช้จานหรือชามกระเบื้อง แต่ไม่ได้คำนึงว่าเป็นจานชามเนื้อเกลี้ยงๆ หรือมีการวาดลายลงสี อันนี้อันตรายมาก เพราะจานชามกระเบื้องเนื้อหนาทนความร้อน และสามารถเอาเข้าไมโครเวฟได้จริง แต่พวกลายสี หรือขอบเงินขอบทองที่ถูกเขียนไว้ อันนี้ไม่ทนความร้อนครับ ละลายได้และจะปนเปื้อนในอาหาร เมื่อกินอาหารเข้าไป สิ่งเหล่านี้ก็จะไปสะสมเป็นพิษอยู่ในร่างกาย"

ผู้เชี่ยวชาญ ด้านโภชนาการ กล่าวด้วยว่า สิ่งที่ผู้บริโภคควรทำ นอกจากจะดูแลเรื่องการเลือกภาชนะมาอุ่นอาหารในไมโครเวฟที่บ้านแล้ว สำหรับมิติของร้านสะดวกซื้อ ผู้บริโภคควรดูที่บรรจุภัณฑ์ หากเป็นพลาสติกที่สามารถอบในไมโครเวฟได้อย่างปลอดภัย จะมีคำบ่งชี้ เช่น Microwave Save ระบุไว้ที่บรรจุภัณฑ์

"แต่ถ้าอาหารชนิดไหนถูกนำเข้า อบโดยบรรจุภัณฑ์ไม่มีแจ้งว่าเป็นพลาสติกทนความร้อน ก็ควรจะถามพนักงานในร้าน หรือเรียกร้องไปยังเจ้าของเฟรนไชส์ร้าน ให้ชี้แจงว่าบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ดังกล่าวปลอดภัยหรือไม่ เพราะมันเป็นเรื่องของสุขภาพและความปลอดภัยของเรา ปัญหาของผู้บริโภคบ้านเราคือ เราไม่ควรเรียกร้องสิทธิให้ตัวเองทั้งที่ทำได้ต้องช่วยกันครับ เพื่อสุขภาพของเราเอง" รศ.ดร.วินัย ทิ้งท้าย

ในขณะที่ผศ.ดร.วรรณวิมล อารยะปราณี อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเคมีและวัสดุ วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ความกระจ่างเพิ่มเติมว่า ตามปกติพลาสติกเมื่อถูกความร้อนจะสลายตัว แต่พลาสติกที่สามารถใช้อบไมโครเวฟได้นั้น จะต้องเป็นพลาสติกที่ทนความร้อน

"เมลา มีน ก็ไม่ใช่พลาสติกทนความร้อน มีคนเข้าใจผิดมากเกี่ยวกับเมลามีนและใช้เป็นภาชนะเพื่ออบไมโครเวฟกันเป็น จำนวนมาก อาจจะมีการโฆษณาจากเจ้าของผลิตภัณฑ์ ประกอบกับบางครั้งที่เราเอาเมลามีนเข้าไมโครเวฟเพียง 1-2 นาที หรือ 5 นาที ความร้อนมันจะยังไม่ทำให้ละลายออกมาจนเห็นชัด แต่เมลามีนไม่ใช่พลาสติกทนความร้อนได้ถึงในระดับไมโครเวฟ และแม้จะอบและไม่ถึงขั้นละลายออกมาให้เห็นก็มีโอกาสปนเปื้อนได้"

ผศ.ดร.วรรณวิมล ให้ความรู้ต่อไปอีกว่า ที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งที่คนไทยมักเข้าใจผิด คือ การใช้ฟิล์มพลาสติกถนอมอาหาร หรือทึ่คุ้นปากกันในชื่อ "แร็ป" ในการห่อ อาหารหรือหุ้มภาชนะ ก่อนจะเอาเข้าไมโครเวฟนั้นเป็นเรื่องที่ปลอดภัย เพราะในความเป็นจริงแล้วความเข้าใจดังกล่าวไม่ถูกต้องเสียทีเดียว

"การ แร็ป อาหารอย่างถูกต้องและปลอดภัยนั้น ต้องให้พลาสติกแร็ปอยู่สูงเหนืออาหารอย่างน้อย 1 นิ้ว หากต่ำกว่านั้นพลาสติกแร็ปมีโอกาสจะละลายลงไปในอาหารได้" นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์ทิ้งท้าย




ขอบคุณข้อมูลจาก สสส.

เคล็ดลับดูแลห้องน้ำ ให้น่าใช้อยู่ตลอดเวลา



ห้อง น้ำเป็นส่วนสำคัญของบ้านที่จะขาดไม่ได้ ไม่ว่าบ้านนั้นจะเล็กหรือจะใหญ่ก็ต้องมีห้องน้ำ ห้องน้ำอาจเป็นห้องที่เล็กที่สุดในบ้านแต่มองข้ามไม่ได้ บางคนอาจใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำนานกว่าห้องอื่น ๆ เสียอีก และก็เป็นห้องที่เกี่ยวพันถึงสุขภาพของเราด้วย
สิ่งที่ควรคำนึงถึงในการสร้างห้องน้ำอย่างแรกก็คือ
แสงสว่างและการระบายอากาศเป็นอันดับแรก เพราะถ้าหากการระบายอากาศไม่ดีแล้วคุณจะอึดอัด ทำธุระส่วนตัวที อาบน้ำทีต้องรีบให้เสร็จไว ๆ ไม่อยากอยู่ในห้องน้ำนาน ๆ กลั้นหายใจไม่ไหวแล้ว

บ้านที่เป็นกำแพงทึบเพราะผนังติดกับเพื่อนบ้านนั้น คุณอาจจะใช้วิธีเจาะผนังติดพัดลมระบายอากาศ และอาจจะใส่บล็อกแก้วลายสวย เพื่อเพิ่มแสงสว่างให้เข้ามาในห้องน้ำได้มากขึ้น

เปลี่ยนประตูเป็นประตูที่มีเกล็ดระบายอากาศ แยกส่วนเปียกส่วนแห้ง เพื่อที่เวลาอาบน้ำชักโครกและพื้นส่วนอื่นจะไม่เปียก วิธีที่ง่ายที่สุดและประหยัดที่สุดก็คือการติดม่านพลาสติก หรือจะใช้กระจกใสกั้นก็ดูโปร่งและสวย

ส่วนวิธีที่การสร้างบรรยากาศให้ดูผ่อนคลายมากขึ้น นั้นก็อาจทำได้โดย หาต้นไม้ ดอกไม้ จะเป็นดอกไม้จริงหรือปลอมก็ได้ ที่สีสันของต้นไม้ดอกไม้จะช่วยให้เรารู้สึกสดชื่น อาจจะหากระถางต้นไม้หรือแจกันดอกไม้ไว้ตามมุมต่างๆภายในห้องน้ำ

สำหรับของที่ใช้ประจำวันต่าง ๆ ที่จำเป็นเช่น เครื่องสำอาง อุปกรณ์ทำความสะอาด ก็ควรมีตู้เก็บของ ตู้เก็บของที่มีหน้าบานเป็นกระจกเงาอย่างในรูปก็เป็นหนึ่งไอเดียที่ดี ประหยัดพื้นที่ หยิบใช้สะดวก และไม่มีของใช้มาวางเกะกะที่เคาน์เตอร์ล้างหน้าด้วย

อาจจะทำตู้เก็บของไว้เคาน์เตอร์ล้างหน้า สำหรับเก็บกระดาษชำระ หรืออุปกรณ์อาบน้ำที่เก็บสำรองไว้  อาจจะหาชั้นวางของแบบติดผนังมาติดก็ได้ ซึ่งก็ต้องดูให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และขนาดห้องน้ำของคุณเพื่อเตรียมพร้อม สำหรับการใช้งานเสมอ

อีกเรื่องหนึ่งก็คือความสะอาด คุณคงไม่อยากเข้าไปนั่งทำธุระให้ห้องที่ตกแต่งดีแต่ไม่สะอาด มีเศษแต่เส้นผมอุดตันฝาระบายน้ำแน่ ๆ   แหล่งที่อยู่ของเชื้อโรคที่มากที่สุดในห้องน้ำคือบริเวณชักโครก ดังนั้นถ้าหากเป็นได้คุณก็ควรทำความสะอาดชักโครกให้บ่อย ทุกวันได้ยิ่งดี

ส่วนพื้นส่วนเปียกที่เราใช้อาบน้ำ ก็อาจจะมีคราบติดตามร่องกระเบื้องที่คุณยาแนวขึ้นเป็นราดำ  การสะสมความชื้นตามร่องกระเบื้องหรือหินธรรมชาติไว้นานเกินไปเนื่องจากการ ระบายอากาศไม่ดี และแสงแดดส่องไม่ถึงนั้น ก็จะทำให้คุณได้รับเชื้อโรคไปด้วย

ลองทำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้กับห้องน้ำของคุณดู ไม่แน่ว่าคุณอาจจะเผลออยู่ในห้องน้ำเป็นชั่วโมงๆ เลยก็ได้


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันพฤหัสบดีที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2554

เตือนภัย 'ยกตึกทรุด' ไม่รอบคอบ...อันตรายถึงชีวิต!!



เตือนภัย 'ยกตึกทรุด' ไม่รอบคอบ...อันตรายถึงชีวิต!!

            จากกรณีที่ตึกหลายหลังมีการทรุดตัวอย่างต่อเนื่องในแต่ละปี ย่อมส่งผลเสียต่อผู้  ที่อยู่ในอาคาร ทั้งใน กรณีตึกทรุดตัวจากฐานรากที่ไม่ได้ มาตรฐาน หรือในกรณีที่พื้นที่อยู่อาศัยต่ำกว่าสิ่งปลูกสร้างใหม่ ที่เพิ่มเติมขึ้น ซึ่งดูเหมือนว่า พื้นที่ในกรุงเทพฯ จะได้รับผลกระทบจากปัญหานี้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันโบราณสถานที่ตั้งเด่นเป็นสง่าในแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ก็ได้รับผลกระทบจากพื้นที่ต่ำ เสี่ยงต่อการเกิดความเสียหายร้ายแรงในอนาคต
   
ลักษณะที่เกิดขึ้นอันเนื่องจากหลายสาเหตุที่กล่าวมา แก้ได้ด้วยการ “ยกอาคารให้สูงขึ้น” ปัจจุบัน มีหลาย บริษัทที่รับทำ แต่ก็มีหลายบริษัทเช่นกันที่ยังไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ดีพอ ซึ่งเสี่ยงที่จะมีผู้ได้รับอันตรายถึงชีวิต

ทั้งนี้ ธเนศ วีระศิริ รองเลขาธิการ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) กล่าวถึงสถานการณ์ตึกทรุดขณะนี้ว่า ปัจจุบันมีบ้านหลายหลังที่   ได้รับผลกระทบจากการทรุดตัวของอาคารมาก ทั้งด้วยปัจจัยของฐานรากที่ไม่ได้มาตรฐานจากความไม่รับผิดชอบของผู้สร้าง และอีกประเด็นเป็นผลจากชั้นดินมีความอ่อนตัวสูง เช่น พื้นที่กรุงเทพฯ บางราย ผู้สร้างเจาะเสาเข็มไปไม่ถึงชั้นดินแข็ง ทำให้ทรุดเร็ว บางราย ต่อเติมบ้านโดยตอกเสาเข็มสั้นกว่าของเดิมพอเกิดการทรุดตัว อาคารทั้งสองจะดึงกันจนเกิดเป็นรอยร้าวน่ากลัว!
   
อาคารที่จำเป็นต้องยก ให้สูงขึ้นมีด้วยกันสองกรณี คือ 1.พื้นที่โดยรอบอาคาร ถูกถมให้สูงจนพื้นที่ของอาคารต่ำและ 2.ฐานรากของอาคารมีปัญหาทำให้อาคารทรุดเอียง ซึ่งทั้งสองกรณี ต้องยกให้สูงขึ้นโดยวิธีทางวิศวกรรมในการเสริมเสาเข็มเพิ่มเติมให้สูงขึ้นใน ระดับที่ต้องการ ขณะเดียวกันขั้นตอนที่ยากเกิดจากบางกรณีเสาเข็มเดิมมีการหักทำให้ยากลำบากใน การต่อเติม
   
“เนื่องจากผู้ประกอบการ ที่รับยกตึกให้สูงมีเพิ่มมากขึ้น จึงจำเป็นที่ผู้ใช้บริการจะต้อง มีความละเอียดถี่ถ้วนในการเลือกสรรเพิ่มมากขึ้น เพราะการยกอาคารที่มีความสูงต้องคำนวณน้ำหนักทางวิศวกรรมของตัวตึก และวางแผนการยกอย่างรอบด้าน มิฉะนั้น  คนงานอาจได้รับอันตราย ซึ่งเห็นได้จากข่าวการยกตึกแล้วพลาดทับคนงานในหลายราย ที่ผ่านมา”
   
ทั้ง นี้ วิธีการยกอาคาร จะเริ่มจากคำนวณน้ำหนักตึกเพื่อเจาะเสาเข็มใหม่ให้รับน้ำหนักของอาคารได้ จากนั้นเจาะสำรวจสภาพดินเพื่อให้ทราบความแข็งของชั้นดิน เลือกใช้เสาเข็มใหม่โดยให้มีความยาวถึงชั้นดินแข็ง ต่อมาติดตั้งเสาเข็มใหม่ในแต่ละฐาน นำแม่แรงที่ผ่านการคำนวณ  ที่จะรับน้ำหนักอาคารได้    ดันตรงเสาเดิมให้สูงขึ้นเพื่อ ถ่ายน้ำหนัก สู่เสาเข็มใหม่  ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญมากเพราะถ้าไม่มีการคำนวณ น้ำหนักตึกอย่างดี ตึกที่ดึง ขึ้นอาจทรุดลงมาทับช่างได้ โดยข้อผิดพลาดส่วนใหญ่อยู่ที่จุดนี้
   
ต่อมาตัดเสาตอม่อ   ทุกเสาให้ขาด แล้วทำการดัน  แม่แรงที่สามารถรับน้ำหนัก ตัวอาคารได้มากกว่า 2-3 เท่า ให้ยกขึ้นพร้อม ๆ กันทุกเสา
   
“การ ยกอาคารที่ดีควรมีวิศวกรคอยดูแล เพราะต้องใช้การคำนวณน้ำหนักที่จะรับเพื่อความปลอดภัย ซึ่งถ้าพลาดขึ้นมาไม่ใช่แค่ชีวิตคน แต่ตัวอาคารอาจได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงด้วยเช่นกัน เนื่องจากฐานรากของอาคารเป็นสิ่งที่ควรใส่ใจมากสำหรับผู้อาศัย”
   
สำหรับ การยกอาคารที่เป็นโบราณสถานค่อนข้างมีความลำบากเนื่องจากมีการปลูกสร้างมา นาน และด้วยโบราณวัตถุที่มีความเก่าแก่ยิ่งต้องระมัดระวัง ซึ่งจากการ  ทำงานที่ผ่านมาพบว่า โบราณสถานที่อยู่ในยุค ร.5 ตอนปลายจะเริ่มมีการเจาะเสา   เข็มขึ้น โดยในยุคนั้นถือเป็นวิวัฒนาการใหม่ของเมืองไทย แต่เสาเข็มที่ฝังลงไปยังมีความลึกเพียงสี่เมตร มีการแปรรูปใหม่ให้เป็นทรงสี่เหลี่ยมอันแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจ ของช่าง
   
ใน การยกโบราณสถานต้องขุดดินไปยังฐานรากที่   มีเสาเข็มและไม่มีเสาเข็ม เจาะส่วนฐานรากด้านล่างให้เป็นวงโค้ง แล้วกดเสาเข็มใหม่ลงไปในพื้นดิน แล้วจึงทำการกดแม่แรงเพื่อดันตึกขึ้นเหมือนกับการยกอาคารแบบธรรมดา
   
สำหรับ ข้อดีของการยกอาคารโบราณสถานนั้น นอกจากจะทำให้อาคารดังกล่าวมีความสง่างามดังเดิมแล้ว ยังช่วยไม่ให้โบราณสถานเหล่านั้นได้รับความเสียหายด้วย เนื่องจากพื้นที่โดยรอบปัจจุบันยกพื้นสูงกว่าเดิม ทำให้เมื่อฝนตกน้ำจะไหลมาเอ่อท่วมบริเวณโบราณสถาน ทำให้โครงสร้างได้รับความชื้นและเสียหาย
   
การยกตัวอาคารโบราณสถาน ในปัจจุบัน กรมศิลปากรมีความรู้ความเข้าใจดี แต่ยังขาดงบประมาณในการบูรณะ เนื่องจากต้องใช้ค่าใช้จ่ายที่สูง ซึ่งอนาคตหากภาครัฐหันมาเอาใจใส่มากยิ่งขึ้น ย่อมเป็นสิ่งที่ดีกว่าปล่อยให้ผุพังไปตามกาลเวลา
   
และพร้อมกัน นั้นต้องไม่ลืมว่า การยกอาคารทุกครั้ง สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ต้องคำนึงถึงคือ ความปลอดภัย ทั้งของเจ้าของบ้านและพนักงานที่ทำงาน.

ข้อสังเกตเบื้องต้นกรณีบ้านทรุดเอียง

   
1. ทดลองวางวัสดุทรงกลมที่พื้น แล้วดูว่าวัสดุนั้นกลิ้งไปในในทิศทางใดทิศทางหนึ่งอยู่เสมอหรือไม่ หากกลิ้งไปในทิศทางหนึ่งทิศทางใด และเป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งพื้นชั้นล่างและชั้นบน อาจสันนิษฐานได้ว่า บ้านมีปัญหาทรุดเอียง
   
2. ทดลองเปิดประตูค้างไว้ หากประตูอ้าออก หรือปิดเองในทิศทางเดิมเสมอ และเกิดขึ้นทั้งชั้นล่างและชั้นบนก็อาจเป็นข้อสังเกตได้อีกประการหนึ่งว่า บ้านหรืออาคารอาจเกิดการทรุดเอียง
   
3. สังเกตจากระดับน้ำในตู้ปลา (ถ้ามี) ว่าอยู่สูงจากฐานตู้เท่ากันหรือไม่ หากไม่เท่ากันควรเริ่มตรวจสอบว่าเกิดจากอะไร จะเป็นเพราะบ้านทรุดได้หรือไม่
   
4. สำรวจรอยร้าวที่เสาว่ามีรอยแตกแนวนอน เป็นเส้นที่ชัดลึกและมีลักษณะเป็นปล้อง ๆ หรือไม่ รอยแตกเช่นนี้เป็นสัญญาณอย่างหนึ่งที่บ่งชี้ว่าอาคารทรุดเอียง เสาที่ควรสังเกตเป็นพิเศษคือเสาที่อยู่บริเวณขอบนอกของบ้าน รอยแตกเช่นนี้จะเกิดเพียงด้านใดด้านหนึ่งของเสาไม่แตกโดยรอบ ปลายของรอยแตกจะชี้ไปในทิศทางที่ทรุดตัว ยกตัวอย่างเช่น พบรอยแตกที่เสาหน้าบ้านเป็นปล้อง ๆ แนวนอน ปลายของรอยแตกชี้ไปทางหลังบ้าน ลักษณะ เช่นนี้แสดงว่าบ้านกำลังทรุดเอียงไปทางด้านหลัง เป็นต้น
   
หาก สำรวจด้วยตนเองตามที่กล่าวแล้วพบว่า อาคารมีแนวโน้มทรุดเอียง ควรติดต่อช่างหรือวิศวกรให้ทำการสำรวจสภาพการทรุดตัวของฐานราก ซึ่งการสำรวจควรทำไม่น้อยกว่า 3 ครั้ง เว้นระยะห่างต่อครั้งประมาณ 2-4 สัปดาห์
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์