| |||
| |||
วันพฤหัสบดีที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2554
รู้ทันภัย 'แก๊งคอลเซ็นเตอร์'
วันอังคารที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2554
เตือนแก๊งทวงหนี้อาละวาด
| |||
| |||
| |||
จัดตู้ยาให้ถูก-ดูยาหมดอายุให้เป็น
ตู้ยาสามัญประจำบ้าน หรือคลังโอสถขนาดย่อมที่ทุกครัวเรือนควรมีไว้เพื่อใช้ประโยชน์ยามป่วยไข้ หรือเมื่อเกิดอุบัติเหตุเลือดตกยางออก ซึ่งคุณผู้อ่านควรรู้วิธีการจัดวางตู้ยา และจัดระเบียบตู้ยาอย่างเหมาะสม หากจำเป็นต้องใช้งานจะได้สะดวก ปลอดภัย
สิ่งแรก คือ ตำแหน่งที่ตั้งตู้ยา ต้องมีอุณหภูมิพอเหมาะ แสงแดดส่องไม่ถึง ไม่ร้อนหรือชื้น ไม่วางในห้องน้ำ และห้องครัว เพื่อป้องกันยาเสื่อมคุณภาพ ที่สำคัญต้องจัดวางให้สูงเกินกว่าที่เด็กจะเอื้อมหยิบถึง
ต่อมาต้องนำยาหรือใช้ยาที่มีฉลากระบุรายละเอียดชัดเจนเท่านั้น เช่น ชื่อ ขนาด วัน เดือน ปี ที่ผลิตและหมดอายุ คำเตือน และคำสั่งในการใช้ เช่น ห้ามรับประทาน หรือ ยาใช้ภายนอก
การจัดวางภายในตู้ยา ควรแยกประเภทของยาให้ชัดเจน เช่น ยารับประทาน ยาทา โดยไม่วางปะปนกันเพื่อป้องกันความผิดพลาดในการหยิบใช้ ส่วนยาชนิดเดียวกันควรวางที่หมดอายุเร็วกว่าไว้ด้านนอกเพื่อหยิบใช้ก่อน
หมั่นทำความสะอาดตู้ยาให้มีสภาพพร้อมใช้งานเสมอ ไม่ว่าจะเป็นตัวยา หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะดูวันหมดายุ กรณีที่ยาหมดอายุแล้วต้องทิ้งทันที
สำหรับวิธีการสังเกตยาหมดอายุ หรือเสื่อมคุณภาพ
จะมีลักษณะที่พิจารณาได้ง่าย ๆ สำหรับ 'ยาเม็ด' เม็ดยาจะแตกร่วน สีซีดจางลง หรือสีเปลี่ยน
'ยาเม็ดเคลือบ' จะมีลักษณะเยิ้ม เหนียว ส่งกลิ่นไม่พึงประสงค์ ส่วน 'ยาเม็ดแคปซูล' แคปซูลจะบวม พองตัว ติดกัน หรืออาจมีราขึ้นบนเปลือกแคปซูล
ถ้าเป็น 'ยาน้ำแขวนตะกอน' อาทิ ยาลดกรด ยาคาลาไมน์ จะจับกันเป็นก้อน นอนก้น แม้เขย่าแรงๆ ก็ไม่กระจายตัว ขณะที่ 'ยาน้ำเชื่อม' เกิดตะกอน มีสีและกลิ่นที่เปลี่ยน สุดท้าย 'ยาครีม' จะสังเกตเห็นเนื้อครีมเปลี่ยนสีและมีกลิ่นเหม็น
วิธีดูแลตู้ยาสามัญประจำบ้านง่าย ๆ แค่นี้ หวังว่า คุณผู้อ่านรักษ์สุขภาพคงไม่มองข้าม.
ยาภูมิแพ้ ทำลายระบบย่อย
เมื่อ ไม่นานมานี้ งานวิจัยเรื่องหนึ่ง ระบุว่า กลุ่มผู้ใช้ยาต้านฮิสตามีน (Antihistamine) ซึ่งเป็นยาที่ใช้เพื่อรักษาโรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนัง ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ จะส่งผลให้มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น
เพราะ ยาต้านฮิสตามีน จะกระตุ้นฮิสตามีนชนิดตัวจับ ซึ่งอยู่ในร่างกายตามธรรมชาติ เนื่องจากในต่อมใต้สมอง มีฮีสตามีนชนิดตัวจับ (Receptor) H1 และ H2 อยู่ในเซลล์ประสาท
โดยตัวจับ H1 ได้แก่ ตัวจับที่พบมากตามกล้ามเนื้อเรียบ หลอดลม และหลอดเลือด
ในขณะที่ตัวจับ H2 ได้แก่ ตัวจับที่พบมากในต่อมมีท่อของกระเพาะอาหาร
เมื่อ ยาต้านฮิสตามีนกระตุ้นตัวจับนี้ จะส่งผลให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดและน้ำย่อยออกมาเพิ่มขึ้น จึงทำให้เกิดความอยากอาหารมากขึ้นไปด้วย ดังนั้น การกินยาต้านอิสตามีนติดต่อกันเป็นเวลานาน จึงส่งผลข้างเคียงให้ผู้ใช้ยา มีแนวโน้มกินอาหารมากเกินความต้องการของร่างกาย อีกทั้งทำให้กระบวนการเผาผลาญไขมันทำงานได้ไม่เต็มที่
ทั้งนี้ นักวิจัยกล่าวว่า ยาต้านฮิสตามีน เป็นกลุ่มตัวยาที่ผู้ป่วยสามารถซื้อได้เองตามร้านขายยา จึงอาจทำให้ผู้ป่วยไปหาซื้อยามากินเพื่อบำบัดโรคด้วยตัวเอง จนเป็นสาเหตุให้เกิดผลข้างเคียงดังกล่าว ก่อนกินยาแต่ละเม็ด จึงควรปรึกษาและถามถึงผลข้างเคียงจากคุณหมอให้ถี่ถ้วนก่อนค่ะ
ที่มา นิตยสารชีวจิต ฉ.298http://www.cheewajit.com/
เตรียมความพร้อม...ให้กระดูก
| |||
| |||
|
วันศุกร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2554
เคล้ดลับ การเก็บรักษาผัก… อย่างถูกวิธี
การ เก็บรักษาผัก จะต้องเก็บให้เหมาะสมกับชนิดของผักนั้นๆ ซึ่งผักสามารถ แบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มด้วยกัน คือ ผักที่เน่าเสียง่าย ผักที่เก็บได้ในระยะเวลาจำกัด ผักที่เก็บไว้ได้นานกว่าผักอื่นๆ
- ผักที่เน่าเสียง่าย ได้แก่ เห็ด ผักชี ผักกาดหอม ถั่วงอก ถั่วฝักยาว ผักบุ้ง ชะอม เป็นต้น ผักเหล่านี้จะคงสภาพเดิมอยู่ในระยะเวลาสั้น แม้จะเก็บเข้าตู้เย็นก็ ไม่อาจจะช่วยยืดอายุการเก็บได้มากนัก
- ผักที่เก็บได้ในระยะเวลาจำกัด ตัวอย่างเช่น ผักกาด ผักคะน้า มะเขือเทศ และผักอื่นๆ ผักส่วนใหญ่จะจัดอยู่ในกลุ่มนี้ ซึ่งควรเก็บในตู้เย็น
- ผักที่เก็บไว้ได้นานกว่าผักอื่นๆ เช่น ฟัก แฟง เผือก มัน ฟักทอง เป็นต้น ผักกลุ่ม นี้มีเปลือกหนา จึงคงทนต่อการเก็บได้นานกว่าผักใบ ไม่จำเป็นต้องเข้าตู้เย็น
ตัวอย่าง เช่น ถ้าเก็บหอมใหญ่ กับมันฝรั่งให้อยู่ปนกัน หอมใหญ่จะเป็นตัวเร่งให้มันฝรั่งเน่าเร็วขึ้น ถ้าเก็บแอปเปิ้ล ไว้กับแครอท แก๊สเอ็ททีลีน (ethylene gas) ที่แอปเปิ้ลคายออกมาจะทำให้ แครอทมีรสขมได้
ดังนั้นจึงควรเก็บผักแต่ละชนิดโดยแยกกันเป็นสัดส่วน
นอกจากนั้น ก่อนจะเก็บ ควรล้างผักให้สะอาดเสียก่อน เพราะ ผักที่ซื้อจาก ตลาดขายปลีกมักเปรอะเปื้อนน้ำที่ผู้ขายรดหรือราด หรือล้างเพื่อให้ผักแลดูสะอาด น่าซื้อ การล้างนั้นควรล้างทั้งต้นด้วยน้ำสะอาด แล้วผึ่งให้สะเด็ดน้ำจริงๆ จึงเก็บ ในลิ้นชักหรือช่องสำหรับเก็บผักโดยตรง และควรแยกผักใส่ถุงพลาสติกให้เป็น หมวดหมู่ด้วย จะช่วยให้เก็บได้นานขึ้น
ที่มา
http://variety.teenee.com
เคล็ดลับ ขจัด 10 คราบทันใจ เพื่อแม่บ้านยุคใหม่
การ ซักเสื้อผ้า ธรรมดาก็เป็นเรื่องที่คุณแม่บ้านหลายคนได้ยินชื่อก็เหนื่อยแล้ว ยิ่งเวลามีคราบฝังแน่นเปื้อนมากับเสื้อผ้ากองโตด้วยยิ่งแล้วใหญ่ เพราะคุณแม่บ้านจะต้องใช้พลังในการซักและขยี้คราบต่าง ๆ ซึ่งทั้งเสียเวลาและเสียพลังงานเป็นที่สุด วันนี้เรามีเคล็ดลับในการขจัดคราบฝังแน่น 10 อันดับที่มีโอกาสเปื้อนเสื้อผ้าจนทำให้คุณแม่บ้านหนักใจมากที่สุดมาฝากกัน ค่ะ
1.คราบกาแฟและอาหาร : คราบกาแฟและอาหารเป็นคราบฝังแน่นที่ขึ้นชื่อเรื่องทำความสะอาดออกยากมาก ดังนั้นเราแนะนำใช้ผ้าขนหนูจุ่มน้ำโซดาและถูตรงรอยเปื้อนทันทีหรือตั้งแต่ เกิดคราบใหม่ ๆ รอยเปื้อนหลุดออกโดยง่าย หลังจากนั้นต่อด้วยการซักผ้าตามปกติได้ทันที หรือจะเปลี่ยนเป็นใช้แป้งข้าวเจ้าถูแทนได้เหมือนกันค่ะ
2.คราบเลือด : ไม่ว่าจะเป็นจากอุบัติเหตุหรือว่าประจำเดือน ให้นำนมข้นทาทันที ทิ้งไว้สักครู่แล้วจึงนำผ้าไปขยี้น้ำออก แล้วตามด้วยการซักผ้าปกติ (แต่ต้องระวังอย่าให้มดขึ้นผ้านะคะ) แต่ถ้าหากเกิดคราบเลือดเพียงจาง ๆ ให้ใช้เบคกิ้งโซดาผสมน้ำสักเล็กน้อย จนแป้งเปลี่ยนเป็นลักษณะข้นแล้วนำมาถูเบาๆ เมื่อแห้งจึงเป่าฝุ่นออก นอกจากนี้หากเป็นคราบเลือดที่ฝังแน่นมากให้ใช้ฟองน้ำชุบน้ำเย็นผสมเกลือ ถูเบาๆ จนรอยค่อยๆ จางลง แล้วใช้น้ำเปล่าถูอีกครั้ง สุดท้ายใช้กระดาษทิชชูซับน้ำให้แห้ง ก่อนจะซักผ้าตามปกติ
3.คราบน้ำมันรถและน้ำมันเครื่อง : เคล็ด ลับนี้สำหรับคุณสามีที่อาจจะซ่อมรถหรือเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง นอกจากได้ลุคเซอร์มาดแมนแล้ว คุณแม่บ้านอาจจะได้คราบน้ำมันเครื่องกลับมาเป็นของแถมอีกด้วย แต่ไม่ต้องกังวล เพียงใช้มะนาวถูบริเวณที่เปื้อน จนรอยเปื้อนจางลง หลังจากนั้นนำไปซัก เสื้อผ้าก็จะกลับมาสะอาดเป็นปกติ
4.คราบน้ำผลไม้ น้ำมันพืช : บรรดาแม่ศรีเรือนทั้งหลายอาจจะเคยประสบปัญหาโดนน้ำมันพืชหรือน้ำผลไม้ กระเด็นใส่เสื้อระหว่างทำอาหาร เราสามารถขจัดคราบโดยขึงผ้าที่เปื้อนบนปากถังหรือโอ่ง แล้วเทน้ำเดือดลงบนรอยเปื้อน จากนั้นจึงนำไปซักตามปกติ
5.คราบเบียร์ : ใกล้เทศกาลลานเบียร์แล้ว หากคุณสามีดื่มเบียร์เพลินจนเลอะเทอะเสื้อผ้า เราสามารถขจัดคราบโดยซักในน้ำเย็นทันที หรือใช้แปรงเก่า ๆ เช่นแปรงสีฟันจุ่มน้ำเย็น แล้วแปรงตรงรอยเปื้อนทันที ก็จะช่วยสลายคราบได้
6.คราบหมึกปากกา : คุณ แม่บ้านที่มีลูกในวัยเรียนมักจะกลุ้มใจกับรอยปากกาบนเสื้อนักเรียนสี ขาวอยู่เสมอ ก่อนซักผ้าลองนำเกลือป่นโรยตรงรอยเปื้อน แล้วบีบมะนาวลงให้ชุ่ม ผึ่งแดดไว้ครึ่งวัน แล้วนำไปซักจะช่วยเจือจางรอยปากกาได้
7.คราบกาว : สัปดาห์ นี้อาจารย์วิชาศิลปะสั่งการบ้านให้คุณลูกประดิษฐ์ประติมากรรม จากกระดาษรีไซเคิล แต่กว่าจะได้ผลงานชิ้นเยี่ยม คุณแม่บ้านคงกลุ้มใจไม่น้อยกับคราบกาว เราแนะนำให้ใช้น้ำส้มสายชูเช็ดที่รอยเปื้อนก่อนจะนำมาแช่ในน้ำเย็น แล้วซักตามปกติ
8.คราบยางกล้วย : เสื้อ ผ้าที่เลอะยางกล้วยเมื่อครั้งเทศกาลลอยกระทงสามารถคืนสภาพเดิมได้ด้วย การใช้มะนาวที่ฝานเป็นชิ้นบางๆ ถูตรงรอยเปื้อน ที่เป็นคราบดำ แล้วรีบนำมาซักทันที
9.คราบยาทาเล็บ : 2 คราบสุดท้ายเป็นการเอาใจผู้หญิง สำหรับคราบน้ำยาทาเล็บ ให้คุณแม่บ้านเอาน้ำยาล้างเล็บ มาซับรอยเปื้อนก่อนและเช็ดด้วยผ้าที่สะอาด จนกระทั่งรอยเปื้อนจางลง แล้วค่อยซักผ้า
10.คราบลิปสติก : ไม่ว่าจะเป็นรอยบนเสื้อคุณเองหรือว่ารอยลิปสติกสุดเซ็กซี่บนเสื้อสามี ให้น้ำมันหมูมาถูตรงรอยเปื้อน แล้วจึงซักในน้ำสบู่ร้อนๆ หรือใช้วาสลีนถูตรงรอยเปื้อนแล้วนำมาซักตามปกติ และอีกวิธีคือให้แช่ผ้าเอาไว้ในน้ำผสมเกลือทิ้งไว้ 1 คืน จะทำให้รอยลิปสติกจางหาย
ที่มา
http://variety.teenee.com
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)