วันพฤหัสบดีที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2554

รู้ทันภัย 'แก๊งคอลเซ็นเตอร์'




รู้ทันภัย 'แก๊งคอลเซ็นเตอร์' ปลอมเบอร์โทรหลอกโอนเงิน!

"แก๊งคอลเซ็นเตอร์”
กำลังแพร่ระบาดอย่างหนักในปัจจุบัน โดยหลายรายที่ ตกเป็นเหยื่อต่างสูญเงินไปกับกลโกงมากมายมหาศาล แต่เมื่อภาครัฐเร่งจับและให้ความรู้กับประชาชน
กลุ่มมิจฉาชีพกลับใช้อุบายในการปลอมเบอร์ของทางราชการหรือธนาคารเพื่อหลอกประชาชนให้หลงเชื่อ!!   
การหลอกเหยื่อโดยใช้การโทรฯผ่าน เครือข่าย “วีโอไอพี” โดยการปลอมเลขหมายหน่วยงานราชการและธนาคารเริ่มมีความแพร่หลายอย่างเห็นได้ ชัด ดังนั้นประชาชนควรมีความรู้เพื่อป้องกันตนเองจากกลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้
   
ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม กล่าวว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่หลอกให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อโอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็มมีมานานแล้ว แต่มีการพัฒนารูปแบบการหลอกใหม่ ๆ ขึ้น ล่าสุดได้มีการนำระบบ “วีโอไอพี” ของเครือข่ายอินเทอร์เน็ต มาดัดแปลง ด้วยการป้อนข้อมูลเบอร์โทรฯของหน่วยงานราชการและธนาคาร เพื่อให้เลขหมายดังกล่าวไปปรากฏขึ้นบนจอมือถือของผู้รับ เพื่อให้ผู้รับไม่ได้ระวังตัวเนื่องจากเป็นเลขหมายของสถานที่ราชการ ในอีกกรณีหนึ่ง มิจฉาชีพจะโทรฯมาโดยไม่แสดงเลขหมายบนมือถือผู้รับ หรือเบอร์เลขหมายที่มีมากกว่าปกติเหมือนกับเบอร์โทรฯต่างประเทศโทรฯเข้ามา เพื่อไม่ให้เหยื่อโทรฯติดต่อได้ง่าย
   
“ระบบวีโอไอพี”
พัฒนาขึ้นบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อการสื่อสารที่ มีราคาถูกลง โดยต้นสายสามารถคุยผ่านไมโครโฟนที่เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ไปยังปลายสายที่ เป็นคอมพิวเตอร์ด้วยกันหรือโทรศัพท์ปลายทาง โดยส่วนใหญ่จะใช้ในการโทรฯจากต่างประเทศมาไทย เมื่อโทรฯมาจะมีผู้ให้  ใช้บริการในไทยเชื่อมต่อสัญญาณไปยังมือถือปลายสาย
   
การใช้วีโอไอ พีเพื่อหลอกลวงส่วนใหญ่ บรรดาแก๊งมิจฉาชีพจะใช้วิธีตั้งออฟฟิศขึ้นในต่างประเทศเพื่อที่จะโทรฯมาหลอก คนไทย ขณะเดียวกันคนต่างชาติก็มาตั้งออฟฟิศเพื่อโทรฯหลอกคนประเทศตนเองในไทย แก๊งเหล่านี้น่าจะเป็นเครือข่ายเดียวกัน ด้วยพฤติกรรมการหลอกและการทำงานมีความใกล้เคียงกัน
   
ดัง นั้น ประชาชนทั่วไปไม่ควรโทรศัพท์ขณะกดเอทีเอ็ม เนื่องจากมิจฉาชีพจะหลอกเพื่อให้ไปกดเอทีเอ็มแล้วพูดให้เหยื่องง จนหลงเชื่อกดโอนเงินไปยังบัญชีคนร้าย หรือในบางกรณีคนร้ายเร่งเพื่อให้เหยื่อกดตามคำสั่งจนไม่ได้อ่านตัวอักษรบน ตู้  เอทีเอ็ม ไม่ว่าหน่วยงานใดก็ตามไม่มีนโยบายให้โทรศัพท์ไปด้วยกดเอทีเอ็มไปด้วย หากประชาชนเจอสถานการณ์ในกรณีดังกล่าวให้สังหรณ์ใจไว้ว่ากำลังถูกหลอก บางประเทศมีนโยบายไม่ให้โทรศัพท์ขณะกดเอทีเอ็มเพื่อความปลอดภัยของประชาชน โดยเมื่อเข้าใกล้ตู้เอทีเอ็มจะไม่มีสัญญาณโทรศัพท์
   
ในบางกรณีเหยื่อก็หลงเชื่อมิจฉาชีพที่โทรฯมาโดย  ใช้เบอร์หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พอเหยื่อโทรฯกลับไปสอบถามก็พบว่า มีคนดังกล่าวอยู่ในหน่วยงาน แต่ไม่ได้คุยสาย พอหลังจากนั้นมิจฉาชีพจะโทรฯมาอีกครั้งแล้วให้เหยื่อโอนเงิน
   
หากหลงเชื่อโอนเงินไปแล้ว ควรเก็บสลิปที่ออกมา จากตู้เอทีเอ็มและโทรฯไปยังธนาคารเพื่อระงับการทำธุรกรรมภายใน 2-3 นาที หลังจากโอนเงิน ในอนาคตตำรวจและธนาคารควรมีเบอร์โทรฯกลางเพื่อแจ้งในการระงับการทำธุรกรรมและสืบหาตัวผู้กระทำผิดได้อย่างทันท่วงที
   
กลวิธีที่มิจฉาชีพนิยมนำมาหลอกเหยื่อคือ

1.โทรฯสุ่มโดยไม่เลือก โดยใช้คอลเซ็นเตอร์ ที่อัดเทปเกลี้ยกล่อม  ให้เหยื่อกดต่อไปยังพนักงานแล้วทำการหลอกให้โอนเงิน

2.มิจฉาชีพ จะทำการโทรฯมาก่อนเพื่อหลอกให้ตอบคำถาม เช่น เลขที่บัตรประจำตัวประชาชน ชื่อ-นามสกุล และเลขที่บัญชีธนาคาร หลังจากนั้นจะมีอีกสายโทรฯมาบอกว่า โทรฯมาจากหน่วยงานต่าง ๆ และสามารถบอกเลขที่บัญชีธนาคารและชื่อจริงตามที่มิจฉาชีพรายแรกได้โทรฯมาสอบ ถามก่อนแล้วซึ่งพอเหยื่อได้รับสายที่สองจะหลงเชื่อเพราะรู้ข้อมูลส่วนตัว แต่แท้ที่จริงทั้งสองสายเป็นแก๊งมิจฉาชีพ!
   
“สิ่งที่ต้องเร่งทำ ตอนนี้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความรู้กับประชาชน และเตรียมเชิญผู้ให้บริการวีโอ  ไอพีในไทยวางระบบเพื่อป้องกันการปลอมเบอร์โทรฯ โดยผู้ที่กระทำผิดมีโทษทางกฎหมายเกี่ยวกับการฉ้อโกง ซึ่งหากท่านตกเป็นเหยื่อควรแจ้งตำรวจเพื่อเร่งดำเนินคดี หรือโทรฯมาที่สายด่วน 1200 หรือสายด่วน 1155 และสายด่วน 1135 โดยจะมีเจ้าหน้าที่รับเรื่องตลอด 24 ชั่วโมง”
   
ดร.โกเมน พิบูลย์โรจน์ ผู้อำนวยการโปรแกรมเทคโนโลยีเพื่อความมั่นคง ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ให้ความเห็นตรงกันว่า เวลาโทรศัพท์ไม่ควรกดเอทีเอ็มเพราะไม่มีหน่วยงานใดให้โทรศัพท์ไปด้วยกดเอที เอ็ม ไปด้วย
   
ดังนั้นในเบื้องต้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรออก หนังสือเตือนให้ประชาชนและคนในหน่วยงานทราบ เนื่องจากถ้าตกเป็นเหยื่อไปแล้วย่อมสร้างความเสียหายต่อตนเอง การป้องกันด้วยการสร้างโปรแกรมป้องกันเบื้องต้นอาจต้องใช้เวลาและ ผู้ให้บริการต้องทำความเข้าใจกับผู้ใช้อย่างถี่ถ้วน
   
“วีโอไอพี เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ค่าใช้จ่ายต่ำ ซึ่งถ้าต้องการควบคุมพฤติกรรมของกลุ่มมิจฉาชีพไม่ควรสร้างผลกระทบต่อผู้ใช้ บริการที่มีความจำเป็น จริง ๆ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมานั่งคุยกันเพื่อพัฒนาระบบไม่ให้มีการ  ปลอมแปลงเบอร์”
   
อนาคตน่าจะมีการหลอกลวงโดยใช้ชื่อคนที่มี ชื่อเสียงมากขึ้น ซึ่งหากใครได้รับโทรศัพท์ที่อ้างว่า มาจากหน่วยงานและผู้ที่มีชื่อเสียงให้โอนเงินไม่ควรหลงเชื่อ!
   
ขึ้น ชื่อว่า “เทคโนโลยี” นอกจากจะมีคุณประโยชน์แล้วยังมีโทษ ดังนั้นประชาชนควรระแวดระวังเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อรายต่อไปของกลุ่ม มิจฉาชีพ.

วีโอไอพี คืออะไร?


วี โอไอพี (VoIP) ย่อมาจาก วอยส์โอเวอร์ไอพี (Voice over Internet Protocol) เป็นการสื่อสารทางเสียงผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ต หรือโครงข่ายอื่น ๆ ที่ใช้อินเทอร์เน็ตโพรโทคอล สัญญาณเสียงจะถูกตัดแบ่งเป็นแพ็กเกจวิ่งผ่านไปบนโครงข่ายที่ใช้สำหรับการ สื่อสารข้อมูลทั่วไป แทนการใช้วงจรเฉพาะตามวิธีการสื่อสารในระบบโทรศัพท์แบบดั้งเดิม เปรียบได้กับการให้รถยนต์วิ่งแทรกกันได้ตามช่องว่างที่มีอยู่ของถนน แทนการให้รถยนต์คันเดียวจองถนนวิ่งแบบผูกขาด ข้อดีของวีโอไอพีก็คือการสามารถใช้โครงข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถให้บริการได้ในอัตราค่าบริการที่ถูกลงมาก
   
ในการใช้ บริการวีโอไอพี ผู้ใช้บริการจะต้องเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตก่อน หลังจากนั้น สามารถใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่เรียกว่า ซอฟต์โฟน และไมโครโฟนกับหูฟัง เพื่อพูดคุยกับปลายทางได้ ในปัจจุบัน มีอุปกรณ์ที่เรียกว่า อะนาล็อกเทเลโฟน  อะแด็ปเตอร์ เข้ามาแทนการใช้คอมพิวเตอร์ ต่อกับอินเทอร์เน็ต และใช้เครื่องโทรศัพท์อะนาล็อกที่ใช้งานตามบ้านหรือสำนักงานทั่วไปในการ โทรศัพท์แบบวีโอไอพีได้ ทำ ให้ได้รับความสะดวก และมีความรู้สึกไม่แตกต่างจากการใช้โทรศัพท์แบบดั้งเดิม
   
การใช้ งานวีโอไอพี สามารถใช้งานได้ทั้งในการโทรศัพท์ถึงปลายทางที่เป็นวีโอไอพีเช่นเดียวกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่มีการเก็บค่าบริการ แต่ทั้งสองข้างจะต้องออนไลน์พร้อมกัน หรือจะโทรฯไปยังปลายทางที่เป็นหมายเลขโทรศัพท์ปกติ ทั้งโทรศัพท์ประจำที่ หรือโทรศัพท์เคลื่อนที่ก็ได้ ในกรณีนี้จะต้องมีการสมัครเป็นสมาชิกของบริการและชำระค่าบริการล่วงหน้า แต่ค่าบริการจะถูกกว่าการโทรศัพท์ปกติมาก.
   
ข้อมูลจาก วิกิพีเดีย

ทีมวาไรตี้

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอังคารที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2554

เตือนแก๊งทวงหนี้อาละวาด




ลูกค้าต้องตั้งสติก่อนตกเป็นเหยื่อ

มักเป็นข่าวใหญ่ พาดหัวหนังสือพิมพ์หน้า 1 แทบทุกฉบับอยู่เสมอ เมื่อมีประชาชนหลากหลายอาชีพ ตกเป็นเหยื่อ ถูกหลอกลวงให้โอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็ม เพื่อให้เป็นความรู้ และประชาสัมพันธ์แก่ประชาชนอีกมากที่ยังไม่ทราบถึงวิธีการต้มตุ๋นของแก๊ง มิจฉาชีพให้ระมัดระวังตัวเอาไว้ แต่เหตุการณ์ลักษณะดังกล่าว ก็ยังเป็นวงจรอุบาทว์ วนเวียนกลับมาเกิดขึ้นได้อีก!!

ต่อให้ “ตำรวจ” กวาดล้างกลุ่ม   “มิจฉาชีพ” ชนิดเข้มข้นขนาดไหน แต่เชื้อบ้านี้ ก็ยังไม่สิ้นซากจากสังคมไทย เพราะตราบใดที่ “ความโลภ” ยังเป็นแรงดึงดูดที่หอมหวาน เย้ายวนใจ ให้รีบไปรับเงินคืน จึงเป็นช่องโหว่ใหญ่โต ให้แก๊งต้มตุ๋นอาศัยเกาะสูบหาผลประโยชน์ ด้วยการล่อลวงชาวบ้านให้โอนเงินผ่านตู้เอทีเอเอ็มได้เรื่อย ๆ รวมถึง “ความกลัว” ของผู้เสียหายว่า จะโดนทวงหนี้คืนแบบโหด ๆ และอาจถึงชีวิตได้ จึงรีบไปเคลียร์หนี้สินให้เรียบร้อย

อีกทั้งแก๊งตุ๋นข้อมูล ได้พัฒนารูปแบบการหลอกลวงให้ทันสมัย สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันไปเรื่อย ๆ ไม่ซ้ำรอยเดิม ไล่ไปตั้งแต่การใช้ “เบอร์โทรศัพท์” ติดต่อเหยื่อ ทั้งในรูปแบบของ โทรศัพท์อัตโนมัติ ที่ไม่แสดงหมายเลขโทรฯเข้า เมื่อรับสาย จะเป็นเสียงตอบรับอัตโนมัติ ระบุว่า ท่านมียอดค้างชำระค่าใช้บริการบัตรเครดิต จากนั้นจะให้กดหมายเลข 9 เพื่อติดต่อพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ ที่แอบอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ หรือเป็นเบอร์โทรศัพท์ที่จดทะเบียนต่างประเทศ มีตัวเลขโชว์ 12 หลักขึ้นไป เช่น เบอร์ขึ้นต้นด้วย 886+

อีกพิมพ์นิยมการโกงคือ ใช้  โปรแกรมคอมพิวเตอร์พิเศษ ให้โชว์ หมายเลขโทรศัพท์ของหน่วยงานต่าง ๆ ติดต่อไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่เหยื่อ เพื่อให้มีความน่าเชื่อถือว่าเป็นเบอร์โทรศัพท์ หรือได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานนั้น ๆ จริง โดยเฉพาะการแอบอ้างชื่อเป็นเจ้าพนักงานธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พร้อมให้หมายเลขโทรศัพท์ ธปท. ด้วย เพื่อหลอกให้เหยื่อตายใจ และล่อลวงว่า ท่านมีหนี้ต้องชำระต่อธนาคาร หากไม่ชำระหนี้จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายทันที จากนั้นจะพูดลวงสารพัด เพื่อให้ได้ ชื่อ นามสกุล ข้อมูลส่วนตัว เลขบัตรประจำตัวประชา ชน และลวงให้เหยื่อที่หลงเชื่อ ไปทำธุร กรรมเพื่อชำระหนี้ผ่านทางตู้เอทีเอ็ม ซึ่ง เท่ากับเป็นการยินยอมโอนเงินเข้าบัญชีของกลุ่มมิจฉาชีพโดยตรง

แม้ว่า กรณีที่ผู้เสียหายระบุว่าไม่มีบัตรเครดิต แต่กลุ่มมิจฉาชีพจะหลอกต่อว่า อาจถูกก๊อบปี้หรือถูกแฮ็กข้อมูลส่วนตัวไปทำบัตรเครดิตแล้วนำไปใช้ ขณะเดียวกัน ก็จะหว่านล้อมให้รีบไปแก้ไขข้อมูล หรือเปลี่ยนรหัสส่วนตัวที่ตู้เอทีเอ็มที่อยู่ใกล้สุด มิฉะนั้นอาจถูกถอนเงินจากบัญชีจนหมดก็ได้ และจะให้เบอร์โทรศัพท์ที่เป็นเบอร์หน่วยงานภายใน ธปท. จริง แต่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำดังกล่าว เช่น 0-2283-5355

กรณี ที่มีผู้หลงเชื่อ และไปแก้ไขข้อมูลที่ตู้เอทีเอ็ม จะถูกหลอกให้ใช้เมนูภาษาอังกฤษทำรายการ พร้อมทั้งใช้น้ำเสียงในทำนองเร่งรีบ เพื่อให้เหยื่อตื่นตระหนก ขาดความระมัดระวัง กว่าจะรู้ตัวอีกที ก็โอนเงินเสร็จเรียบร้อยแล้ว

ดังนั้น หากมีโทรศัพท์ลักษณะนี้เข้ามา ให้ตั้งสติไว้ก่อน เมื่อมีข้อสงสัยให้โทรฯไปสอบถาม หรือร้องเรียนกับธนาคารพาณิชย์ ที่มีบัญชีอยู่ เพื่อตรวจสอบกรณีที่ถูกหลอกไปแล้ว ให้รีบแจ้งตำรวจทันที โดยจดเบอร์โทรศัพท์ที่ได้รับ รวมถึงเบอร์บัญชีที่โอนเงินไปให้ เพื่อให้ตำรวจมีหลักฐานในการติดตามตรวจสอบบัญชีต่อไป



ล่าสุดมีข่าวครึกโครมเป็นกรณีตัวอย่างอีกครั้ง เมื่อ น.ส.ซีแนม สุนทร นักล่าฝัน จากเวทีอะคาเดมี่แฟนเทเชีย ซีซั่น 1 อายุ 25 ปี ถูกคนร้ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกให้โอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็ม และสูญเงินไปกว่า 160,000 บาท โดยอ้างว่าเป็นหนี้บัตรเครดิตของธนาคารกรุงเทพ !!


ทำให้ “โชค ณ ระนอง” ผู้จัดการสายบัตรเครดิต ธนาคารกรุงเทพ ต้องออกโรง ประกาศเตือนลูกค้าอีกครั้ง ให้ระวังแก๊งโทรศัพท์หลอกล่อ ล้วงตับ นำข้อมูลส่วนตัว หรือเลขที่บัตรเครดิตไปใช้ โดยยืนยันว่าธนาคารไม่มีวิธีการทวงหนี้ หรือการทำธุร กรรมการเงินผ่านโทรศัพท์ทุกประเภท ตามที่แก๊งล้วงข้อมูลเหล่านั้นแอบอ้าง และไม่ว่าใครก็ตาม ทันทีที่ได้รับโทรศัพท์ลักษณะนี้ ขอให้ตั้งสติก่อน อย่าหลงเชื่อไปทำธุรกรรม หรือนำบัตรเครดิตไปดำเนินการใด ๆ ตามที่แก๊งโทรศัพท์หลอกล่อให้ทำ

ทั้ง นี้ ถ้าเป็นการโทรศัพท์ติดต่อจากธนาคารจริง เจ้าหน้าที่จะแจ้งชื่อตัวเองก่อนพูดคุยกับลูกค้า ที่สำคัญ ไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่เจ้าหน้าที่ต้องขอข้อมูลรายละเอียดส่วนตัวของลูกค้า เพราะเป็นข้อมูลที่ธนาคารมีอยู่ครบถ้วนแล้ว!!

ฝั่ง ธนาคารกรุงไทย ก็ไม่น้อยหน้า โดย ยืนยันว่า ขณะนี้ได้ ติดประกาศเตือนลูกค้า ด้วยการติดสติกเกอร์ที่ตู้เอทีเอ็มทั่วประเทศ!! แต่ต้องยอมรับว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากลูกค้าไม่ค่อยอ่านข้อความต่าง ๆ ที่ธนาคารส่งไปให้ จึงไม่ได้ระมัดระวังตัวเท่าที่ควร

“ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ ดีรักษา” ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายสนับสนุนช่องทางอิเล็ก ทรอนิกส์ ธนาคารกรุงไทย ยอมรับว่าการแก้ปัญหาลักษณะนี้ เป็นเรื่องยาก เพราะลูกค้าทำรายการบนตู้เอทีเอ็ม ตามที่กลุ่มมิจฉาชีพหลอกล่อให้ทำทุกอย่าง แสดงให้เห็นว่ารู้ตัวตลอดเวลา และในช่วงที่ทำรายการ จึงเกิดปัญหาเกิดขึ้น

“ผม เองก็เคยถูกโทรศัพท์หลอกลวงเหมือนกัน โดยอ้างว่าเป็นหนี้บัตรเครดิตแบงก์กรุงเทพ และให้โอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็ม แต่ผมพบว่าเป็นข้อความอัตโนมัติ ดังนั้นจึงขอเตือนประชาชนว่า อะไรที่เป็นรหัสลับ ไม่ควรบอกให้ใครรู้ และไม่ควรตั้งรหัสเอทีเอ็มเป็นวัน เดือน ปีเกิด เพราะหากทำกระเป๋าสตางค์หาย กลุ่มมิจฉาชีพได้บัตรประชาชน จะนำเอทีเอ็มไปกดเงินได้”

ขณะที่ “ธวัชชัย ธิติศักดิ์สกุล” รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส บริษัท บัตรกรุงไทย หรือ เคทีซี เผยว่า แม้ว่าลูกค้าบัตรเครดิตของเคทีซีกว่า 1.6 ล้านใบ ยังไม่เคยเจอกรณีดังกล่าว แต่ก็ไม่ประมาท ขอย้ำเตือนว่า ต้องตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบ และสอบถามกับเจ้าของบัตรเครดิตอย่างละเอียด ไม่ควรโอนเงิน หรือบอกเลขบัตรเครดิต เพราะ ปกติจะไม่มีใครรู้ว่า ลูกค้าแต่ละรายมีเลขที่บัตรอะไรบ้าง และต้องระวังเบอร์โทรศัพท์ที่โทรฯเข้ามา ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเบอร์โทรฯ ที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ หรือเป็นการใช้โทรฯผ่านระบบอินเทอร์เน็ต

“หาก มีโทรศัพท์แจ้งว่าเป็นหนี้บัตรเครดิต หรือหนี้ค้างชำระภาษี ต้องซักถาม อย่างละเอียด และอย่าไปหลงเชื่อ ซึ่งผมเองก็เคยถูกหลอกเช่นกัน คือ มีเสียงตามสายอัตโนมัติ แจ้งว่าเป็นหนี้บัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ ผมคิดว่าธนาคารคงไม่ใช้วิธีนี้ทวงหนี้ แต่เป็นการทวงถามทางเอกสารอย่างเป็นทางการมากกว่า และยอมรับว่ากลุ่มมิจฉาชีพมีวิธีการหลอกลวงหลายรูปแบบ เพราะบางคนยังอ้างตัวว่าเป็น ดีเอสไอ จึงขอให้ประชาชนต้องระวังตัว”

“กรรณิกา ชลิตอาภรณ์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ในส่วนของธนาคาร ได้พยายามหาทางป้องกันเพื่อไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อ ด้วยการปรับระบบตู้เอทีเอ็มของธนาคารใหม่ทั้งหมด โดยลูกค้าที่ทำธุรกรรมเป็นภาษาอังกฤษ จะมีภาษาไทยกำกับอยู่ด้วยทุกขั้นตอน เพื่อไม่ให้ลูกค้าสับสน

“กลุ่มมิจฉาชีพมีการเกิดขึ้นต่อเนื่องอยู่ แล้ว แต่ขอเตือนว่าอย่าโลภ เช่น การคืนภาษี ถ้าคิดว่าไม่ใช่ และไม่เคยมีธุรกรรมนี้ก็ไม่ควรคุย เพราะเรื่องนี้มีมานานแล้ว”

ขณะ ที่ “พล ธนโชติ” ประธานชมรมธุรกิจบริการเอทีเอ็ม กล่าวว่า ศูนย์คอล เซ็นเตอร์ที่โทรศัพท์หลอกลวงลูกค้านั้นส่วนใหญ่ตั้งอยู่ต่างประเทศ ซึ่งชมรมฯ ได้ประสานงานกับกองบัญชาการสอบสวนกลาง เพื่อให้ข้อมูลในการสืบสวนสอบสวน จับกุม และกวาดล้างอย่างต่อเนื่อง รวมถึงได้วางเครือข่ายไว้พอสมควร พอทำให้รู้ช่องทาง และหาทางป้องกัน ปราบปรามอยู่

“ที่ผ่านมา เมื่อลูกค้าเจอปัญหาดังกล่าว และติดต่อเข้ามา ธนาคารก็จะเข้าไปช่วยเหลือ ด้วยการสกัดกั้นการโอนเงินเข้าบัญชี ซึ่งบางครั้งล็อกทันบ้าง แต่บางครั้งก็ล็อกไม่ทัน”

นอกจากนี้ ได้ขอให้สมาชิกชมรมฯ จัดทำข้อมูลซอฟต์แวร์เตือนลูกค้า ในระหว่างการโอนเงิน เพื่อให้ลูกค้ามีสติ ก่อนที่จะตอบตกลงโอนเงิน โดยจะมีข้อความขึ้นหน้าจอแจ้งให้ลูกค้าว่า จะตกลงโอนเงินเข้าบัญชีนี้หรือไม่ ถ้าไม่ต้องการโอนเงิน ก็ยกเลิกคำสั่งได้ รวมทั้งมีสติกเกอร์ติดที่หน้าตู้เอทีเอ็ม แจ้งเตือนให้ลูกค้าระวังตัว

“เนื่อง จากปัจจุบันนี้ การคัดลอกข้อมูลแถบแม่เหล็กของบัตรเอทีเอ็ม บัตรเครดิตต่าง ๆ นั้น ทำได้ยากขึ้น จึงเป็นเหตุผลักดันให้กลุ่มมิจฉาชีพเปลี่ยนช่องทางไปใช้วิธีการโทรศัพท์แทน ซึ่งไม่เกี่ยวกับเศรษฐกิจว่าดีหรือไม่ เพราะแก๊งต้มตุ๋นเหล่านี้ทำเป็นอาชีพหลัก และหาทุกช่องทางเพื่อให้ได้เงินมาอย่างง่าย ๆ ส่วนใหญ่เป็นคนที่มีความรู้ แต่ใช้ในทางที่ผิด ดังนั้นเราต้องป้องกันทุกเรื่อง และปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น ส่วนใหญ่มาจากความประมาท และเชื่อคนมากเกินไป”
ด้าน “กำธร ประเสริฐสม” หัวหน้าศูนย์ประสานงานแก้ไขปัญหาการปล่อยสินเชื่อ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า

เพียง แค่ช่วงระหว่างวันที่ 18 พ.ค.-30 มิ.ย. ที่ผ่านมา ศูนย์ฯ ได้รับโทรศัพท์ร้องเรียนเกี่ยวกับแก๊งมิจฉาชีพที่หลอกให้โอนเงินโดยอ้างว่า เป็นหนี้บัตรเครดิต รวมทั้งสิ้น 1,672 ราย มีผู้เสียหายที่เกิดขึ้นจริง 31 ราย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมทั้งสิ้น 3.42 ล้านบาท

จึงขอเตือนประชาชนอีกครั้ง ว่าอย่าหลงเชื่อ!!
มูลค่า ความเสียหายนี้ เพียงเฉพาะที่ร้องเรียนเข้ามาเท่านั้น แต่หากประเมินทั้งระบบ เชื่อว่ายังมีผู้เสียหายอีกจำนวนมาก แต่ไม่ได้แจ้งผ่าน ธปท. โดยอาจไปร้องเรียนกับตำรวจ และเท่าที่ได้ประสานงานกัน ทราบ ว่ามูลค่าความเสียหายของผู้ถูกหลอกลวงทั่วประเทศไทย น่าจะมีไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาททีเดียว

“แก๊งพวกนี้ทำงานกันเป็นทีม หลังจากที่หลอกให้โอนเงินสำเร็จแล้ว ก็จะมีอีกคนคอยถอนเงินออกทันที แล้วนำเงินออกนอก ประเทศผ่านโพยก๊วน ทำให้ผู้เสียหายโทรฯ ไปอายัดเงินในบัญชีไว้ไม่ทัน และที่ผ่านมายังไม่มีกรณีใดที่ผู้เสียหายได้เงินคืน ดังนั้น หากมีข้อสงสัยใด ๆ ให้สอบถามที่ธนาคารที่มีบัตร หรือบัญชีอยู่ หรือสอบถามที่ศูนย์ประ สานงานแก้ไขปัญหาการปล่อยสินเชื่อ หมายเลขโทรศัพท์ 0-2283-5900 ในวันและเวลาทำการ”

อีกประเด็นหนึ่ง คือ การพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ของไทยในเรื่องระบบเอทีเอ็ม มักเปิดเผยให้ประชาชนรับทราบ ซึ่งแน่นอนว่า กลุ่มที่คอยโกง ก็จะรับรู้ความเคลื่อนไหว รวมทั้งการป้องกันไปพร้อม ๆ กัน ดังนั้น ใครที่มีบัตรเอทีเอ็ม จึงจำเป็นต้องมีความรู้ เรื่องรูป แบบการทุจริต และวิธีป้องกันไว้ด้วย เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่ง มาจากผู้ใช้บัตรไม่ใส่ใจ ไม่ดูแลความปลอดภัยของตัวเองเท่าที่ควร

ฟากรัฐบาลเอง ก็เร่งที่จะผลักดัน “กฎหมายการติดตามทวงหนี้อย่างเป็นธรรม” ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็วที่สุด เพื่อลดปัญหาการติดตามทวงหนี้ของเจ้าหนี้ที่ไม่เป็นธรรมกับลูกหนี้ในหลาย ๆ ลักษณะ ตั้งแต่ข่มขู่ ทุบตี และร้ายแรงถึงขั้นเอาชีวิต ซึ่งที่ผ่านมา ยังไม่มีกฎหมายใดเข้ามาดูแลการทวงหนี้โหด มีเพียงแนวปฏิบัติในการติดตามทวงหนี้ของธปท. สำหรับการดำเนินงานของสถาบันการเงินเท่านั้น และยังไม่มีหลักเกณฑ์ใดครอบคลุมถึงการกระทำของผู้ที่รับจ้างติดตามทวงหนี้ ดังกล่าวไว้เป็นการเฉพาะ หรือมีหน่วยงานใดกำกับดูแลโดยตรง

ดังนั้น รัฐจึงเห็นว่าสมควรที่จะมีกฎหมายเพื่อกำกับดูแลผู้ที่ติดตามทวงถามหนี้ พร้อมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการติดตามทวงหนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และมีมาตรฐาน รวมทั้งมีบทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืนอย่างชัดเจน เพื่อสร้างมาตรฐานการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสินเชื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังได้เสนอร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจบัตรเครดิต พ.ศ. ... ไปแล้ว และได้รับความเห็นชอบจากครม.ไปก่อนหน้านี้แล้ว รวมถึงได้เสนอร่างพ.ร.บ.การติดตามการทวงถามหนี้อย่างเป็นธรรม พ.ศ....ควบคู่ไปด้วย ซึ่งคาดว่าจะ เสนอเข้า ครม.พิจารณาได้ในเร็ว ๆ นี้
สำหรับ สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ. การติดตามทวงถามหนี้อย่างเป็นธรรม ประกอบด้วย กำหนดให้ผู้ที่รับจ้างจากผู้ให้ สินเชื่อเป็นทางการค้าปกติ ในการติดตามทวงถามหนี้ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ต้องจดทะเบียนการประกอบธุรกิจติดตามทวงถามหนี้ หากเป็นการติดตามหนี้โดยเจ้าหนี้ผู้ให้สินเชื่อโดยตรงไม่ต้องจดทะเบียน

ห้าม ไม่ให้ผู้ติดตามหนี้ ติดต่อผู้ใด ที่ไม่ใช่ลูกหนี้ เพื่อติดตามทวงถามหนี้ และติดต่อบุคคลอื่น ให้ทำได้เพื่อติดต่อสอบถามสถานที่ติดต่อลูกหนี้เท่านั้น รวมทั้งกำหนดวิธีปฏิบัติในการติดต่อกับบุคคลอื่นไว้ เช่น จำกัดช่วงเวลาติดต่อไม่ว่าจะติดต่อทางโทรศัพท์ โทรสาร หรือบุคคล โดยต้องไม่ก่อให้เกิดความรำคาญ ห้ามทำการใดที่ทำให้ผู้อื่นเข้าใจได้ว่าเป็นการติดต่อเพื่อติดตามทวงถามหนี้ ของลูกหนี้ เป็นต้น

กำหนดวิธีปฏิบัติการติดต่อกับลูกหนี้ และข้อห้ามในการติดตามทวงถามหนี้ โดยวิธีปฏิบัติในการติดต่อกับลูกหนี้ เช่น จำกัดช่วงเวลาติดต่อ ไม่ว่าจะติดต่อทางโทรศัพท์ โทรสาร หรือบุคคล โดยให้ติดต่อกับผู้ บริโภคได้ตามสถานที่ที่ลูกหนี้แจ้งไว้ เป็นต้น รวมถึงข้อห้ามในการติดตามทวงถามหนี้ เช่น ห้ามผู้ติดต่อกระทำในลักษณะที่เป็นการละเมิด และคุกคาม และห้ามผู้ติดตามหนี้กระทำการในลักษณะที่เป็นเท็จ รวมถึงห้ามผู้ติดตามหนี้ติดตามทวงถามหนี้ในลักษณะที่ไม่เป็นธรรม

กำหนด ให้มีคณะกรรมการกำกับการติดตามทวงถามหนี้ โดยมีปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานกรรมการ มีอำนาจและหน้าที่ในการกำกับดูแลการติดตามทวงถามหนี้ของผู้ติดตามหนี้ ออกประกาศหรือคำสั่ง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการปฏิบัติในการติดตามทวงถามหนี้ รับเรื่องร้องเรียนและวินิจฉัย เป็นต้น และให้สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง รับผิดชอบงานธุรการของคณะกรรมการดังกล่าว

เมื่อประชาชนมีความรู้ ตระหนักถึงสิทธิอันพึงมีพึงได้ของตัวเอง และระมัดระวังตัวจากมิจฉาชีพ ขณะที่รัฐก็พยายามดูแลผู้ประกอบการทั้งในส่วนของธนาคารและที่ไม่ใช่ธนาคาร (นอนแบงก์) ให้อยู่ภายใต้กฎ กติกา และมาตรฐานเดียวกัน เชื่อว่า จะเป็นภูมิคุ้มกันชั้นดี ที่ทำให้เหล่ามิจฉาชีพอยู่ยากขึ้น แต่สิ่งสำคัญ ไม่ควรให้ข้อมูลส่วนตัว หรือรหัสบัตรเครดิต หรือเอทีเอ็มกับคนอื่น และอย่าไว้ใจใคร เป็นไปได้ ควรเปลี่ยนรหัส เอทีเอ็มบ่อย ๆ.




หลากวิธีกลโกงบัตรเครดิตในประเทศไทย
1.การ ใช้อุปกรณ์อ่านข้อมูลจากแถบแม่เหล็ก (เครื่องสกิมเมอร์) คัดลอกข้อมูลส่วนตัวที่บันทึกในแถบแม่เหล็กบนบัตรเครดิต แล้วนำข้อมูลที่ได้ไปทำบัตรปลอมและนำบัตรปลอมนั้นไปซื้อสินค้าหรือบริการ

2.การ ขโมยบัตรเครดิตหรือนำบัตรเครดิตที่สูญหายไปใช้โดยเจ้าของบัตรไม่รู้ตัว ดังนั้น หากพบว่าบัตรเครดิตสูญหายหรือถูกขโมย ให้รีบติดต่อสถาบันการเงิน ผู้ออกบัตรเครดิตทันทีเพื่อขออายัดบัตร เพราะหากผู้อื่นนำไปใช้ ผู้ถือบัตรจะต้องรับผิดชอบต่อหนี้สินที่เกิดขึ้น

3.การปลอมแปลง เอกสารสำคัญเพื่อสมัครบัตรเครดิต ไม่ว่าจะเป็นลายเซ็น สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ทะเบียนบ้าน สลิปเงินเดือน เพื่อหลอกลวงให้สถาบันการเงินผู้ออกบัตรเครดิตหลงเชื่อ และนำบัตรเครดิตนั้นไปใช้จ่ายในนามของท่าน ทำให้ผู้ที่ถูกแอบอ้างเดือดร้อนเพราะถูกเรียกเก็บหนี้ที่ตน ไม่ได้ก่อ

ข้อแนะนำในการป้องกันกลโกงบัตรเครดิต

1.ควร เก็บรักษาบัตรเครดิต บัตรประจำตัวประชาชน ใบขับขี่ และเอกสารสำคัญอื่น ๆ ไว้ในที่ที่ปลอดภัย และไม่มอบเอกสารดังกล่าวให้กับผู้ไม่น่าไว้ใจ

2.ควรจดหมายเลขที่บัญชีบัตรเครดิตและหมายเลขโทรศัพท์ของแผนกบริการไว้ในที่ปลอดภัย (ไม่ควรเก็บไว้ในกระเป๋าสตางค์)

3.เพื่อ ป้องกันกลโกงแบบสกิมมิ้ง หากจ่ายค่าสินค้าหรือบริการด้วยบัตรเครดิต ท่านควรอยู่ ณ จุดที่พนักงานทำรายการอยู่ หรืออยู่บริเวณใกล้ ๆ ระยะที่สังเกตได้

4.หลีกเลี่ยงการใช้บัตรเครดิตในร้านค้าที่มีความเสี่ยงหรือมีข่าวเรื่องการทุจริต

5.ควร ตรวจสอบความถูกต้องของรายการใช้จ่ายในสลิป บัตรเครดิต เช่น จำนวนเงิน วันที่ทำรายการ เลขที่บัญชี ทุกครั้งที่มีการใช้จ่ายด้วยบัตรเครดิต และควรเก็บสำเนาสลิปบัตรเครดิตเอาไว้เพื่อใช้ตรวจกับใบแจ้งยอดบัญชีว่าถูก ต้องและตรงกัน หากพบรายการผิดพลาด ต้องรีบแจ้งผู้ออกบัตรเครดิตทันที

6.ระมัด ระวังการใช้บัตรเครดิตเบิกเงินผ่านตู้เอทีเอ็มที่มีลักษณะน่าสงสัยว่าอาจมี การลักลอบติดตั้งอุปกรณ์ รวมทั้ง ในขณะที่กดรหัสเอทีเอ็มต้องระวังไม่ให้ผู้อื่นเห็นด้วย

7.ควรเลือกซื้อสินค้าหรือบริการทางอินเทอร์เน็ตจากเว็บไซต์ที่เชื่อถือได้
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

จัดตู้ยาให้ถูก-ดูยาหมดอายุให้เป็น



            ตู้ยาสามัญประจำบ้าน หรือคลังโอสถขนาดย่อมที่ทุกครัวเรือนควรมีไว้เพื่อใช้ประโยชน์ยามป่วยไข้ หรือเมื่อเกิดอุบัติเหตุเลือดตกยางออก ซึ่งคุณผู้อ่านควรรู้วิธีการจัดวางตู้ยา และจัดระเบียบตู้ยาอย่างเหมาะสม หากจำเป็นต้องใช้งานจะได้สะดวก ปลอดภัย
สิ่งแรก คือ ตำแหน่งที่ตั้งตู้ยา ต้องมีอุณหภูมิพอเหมาะ แสงแดดส่องไม่ถึง ไม่ร้อนหรือชื้น ไม่วางในห้องน้ำ และห้องครัว เพื่อป้องกันยาเสื่อมคุณภาพ ที่สำคัญต้องจัดวางให้สูงเกินกว่าที่เด็กจะเอื้อมหยิบถึง

ต่อมาต้องนำยาหรือใช้ยาที่มีฉลากระบุรายละเอียดชัดเจนท่านั้น เช่น ชื่อ ขนาด วัน เดือน ปี ที่ผลิตและหมดอายุ คำเตือน และคำสั่งในการใช้ เช่น ห้ามรับประทาน หรือ ยาใช้ภายนอก

การจัดวางภายในตู้ยา ควรแยกประเภทของยาให้ชัดเจน เช่น ยารับประทาน ยาทา โดยไม่วางปะปนกันเพื่อป้องกันความผิดพลาดในการหยิบใช้ ส่วนยาชนิดเดียวกันควรวางที่หมดอายุเร็วกว่าไว้ด้านนอกเพื่อหยิบใช้ก่อน

หมั่นทำความสะอาดตู้ยาให้มีสภาพพร้อมใช้งานเสมอ ไม่ว่าจะเป็นตัวยา หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะดูวันหมดายุ กรณีที่ยาหมดอายุแล้วต้องทิ้งทันที

สำหรับวิธีการสังเกตยาหมดอายุ หรือเสื่อมคุณภาพ
จะมีลักษณะที่พิจารณาได้ง่าย ๆ สำหรับ 'ยาเม็ด' เม็ดยาจะแตกร่วน สีซีดจางลง หรือสีเปลี่ยน

'ยาเม็ดเคลือบ' จะมีลักษณะเยิ้ม เหนียว ส่งกลิ่นไม่พึงประสงค์ ส่วน 'ยาเม็ดแคปซูล' แคปซูลจะบวม พองตัว ติดกัน หรืออาจมีราขึ้นบนเปลือกแคปซูล

ถ้าเป็น 'ยาน้ำแขวนตะกอน' อาทิ ยาลดกรด ยาคาลาไมน์ จะจับกันเป็นก้อน นอนก้น แม้เขย่าแรงๆ ก็ไม่กระจายตัว ขณะที่ 'ยาน้ำเชื่อม' เกิดตะกอน มีสีและกลิ่นที่เปลี่ยน สุดท้าย 'ยาครีม' จะสังเกตเห็นเนื้อครีมเปลี่ยนสีและมีกลิ่นเหม็น

วิธีดูแลตู้ยาสามัญประจำบ้านง่าย ๆ แค่นี้ หวังว่า คุณผู้อ่านรักษ์สุขภาพคงไม่มองข้าม.

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ยาภูมิแพ้ ทำลายระบบย่อย



เมื่อ ไม่นานมานี้ งานวิจัยเรื่องหนึ่ง ระบุว่า กลุ่มผู้ใช้ยาต้านฮิสตามีน (Antihistamine) ซึ่งเป็นยาที่ใช้เพื่อรักษาโรคภูมิแพ้ และโรคผิวหนัง ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ จะส่งผลให้มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น

เพราะ ยาต้านฮิสตามีน จะกระตุ้นฮิสตามีนชนิดตัวจับ ซึ่งอยู่ในร่างกายตามธรรมชาติ เนื่องจากในต่อมใต้สมอง มีฮีสตามีนชนิดตัวจับ (Receptor) H1 และ H2 อยู่ในเซลล์ประสาท

โดยตัวจับ H1 ได้แก่ ตัวจับที่พบมากตามกล้ามเนื้อเรียบ หลอดลม และหลอดเลือด

ในขณะที่ตัวจับ H2 ได้แก่ ตัวจับที่พบมากในต่อมมีท่อของกระเพาะอาหาร

เมื่อ ยาต้านฮิสตามีนกระตุ้นตัวจับนี้ จะส่งผลให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดและน้ำย่อยออกมาเพิ่มขึ้น จึงทำให้เกิดความอยากอาหารมากขึ้นไปด้วย ดังนั้น การกินยาต้านอิสตามีนติดต่อกันเป็นเวลานาน จึงส่งผลข้างเคียงให้ผู้ใช้ยา มีแนวโน้มกินอาหารมากเกินความต้องการของร่างกาย อีกทั้งทำให้กระบวนการเผาผลาญไขมันทำงานได้ไม่เต็มที่
ทั้งนี้ นักวิจัยกล่าวว่า ยาต้านฮิสตามีน เป็นกลุ่มตัวยาที่ผู้ป่วยสามารถซื้อได้เองตามร้านขายยา จึงอาจทำให้ผู้ป่วยไปหาซื้อยามากินเพื่อบำบัดโรคด้วยตัวเอง จนเป็นสาเหตุให้เกิดผลข้างเคียงดังกล่าว ก่อนกินยาแต่ละเม็ด จึงควรปรึกษาและถามถึงผลข้างเคียงจากคุณหมอให้ถี่ถ้วนก่อนค่ะ



ที่มา นิตยสารชีวจิต ฉ.298http://www.cheewajit.com/

เตรียมความพร้อม...ให้กระดูก

ฉบับที่แล้ว แนะหนทางป้องกันโรค ออฟฟิศ ซินโดรม ที่ป้องกันก่อนดีกว่าแก้ไขทีหลัง
 
ที่จะยากและอาจจะสายเกินไป
สัปดาห์ นี้มีข้อมูลเรื่องของกระดูกเพิ่มเติม และบททดสอบความแข็งแกร่งของร่างกาย เตรียมอวัยวะชั้นในสุดที่สำคัญที่สุดคือกระดูกของตัวเราเองให้พร้อมรับศึกใน วัยที่อายุมากขึ้น เมื่อความชรามาเยือน ทุกอย่างย่อมเสื่อมสภาพ การเตรียมรับศึกสภาวะความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย จึงต้องเตรียมไว้ตั้งแต่ยังหนุ่มสาว รับรู้ข้อมูลสภาวะเสื่อมถอยและหาทางป้องกัน คนเราเกิดมาได้ของแถมพ่วงมาเหมือนกัน หนีไม่พ้นคือเมื่อเกิดแล้วต้องแก่-เจ็บ-ตาย ทุกคนมีสิ่งนี้เท่าเทียมกัน


ข้อมูลเรื่อง การเตรียมพร้อมให้กระดูก เล็งถึงผู้หญิงเพราะตามธรรมชาติ ร่างกายของผู้หญิงเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุนมากกว่าผู้ชาย อีกทั้งไลฟ์สไตล์ของผู้หญิงก็ไม่ได้เบาบางเหมือนร่างกายเลย มีหลายสาเหตุที่ทำให้กระดูกของคุณสุภาพสตรีรับภาระหนัก ได้แก่

นั่ง ทำงานนานๆ โดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถ จะส่งผลให้มวลกระดูกมีอัตราเสี่ยงลดลงเมื่อก้าวเข้าสู่วัย 30 ปี ผู้หญิงเมื่อตั้งครรภ์ร่างกายจะต้องการแคลเซียมมากกว่าปกติ 20-60 เท่า เพื่อสร้างกระดูกแก่ทารกและน้ำนม พอถึงวัยทอง ผู้หญิง 1 ใน 4 มักประสบปัญหาโรคกระดูกพรุน

ทั้ง นี้มีสัญญาณเตือนภัยของกระดูก ได้แก่ รู้สึกปวดตามกระดูกหรือข้อที่รับน้ำหนักร่างกาย เช่นกระดูกสะโพก กระดูกสันหลัง ปวดข้อ ผู้หญิงที่มีรูปร่างผอมบางน้ำหนักตัวน้อยอยู่แล้วอาจประสบภาวะนี้มากขึ้น ผู้หญิงที่ตัดรังไข่ หมดประจำเดือนเร็วก็มีแนวโน้มประสบปัญหากระดูกพรุน ข้อชี้แนะคือการกินอาหารให้ถูกหลัก ควรเป็นโปรตีนและแคลเซียมจากพืชผัก จะดีกว่าโปรตีนจากเนื้อสัตว์ อีกทั้งควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัด หวานจัด กาแฟ ซึ่งทำให้แคลเซียมในเลือดไม่สมดุล ทำให้ต้องดึงแคลเซียมจากกระดูกมาทดแทน

นัก โภชนาการแนะนำให้กินอาหารป้องกันได้ และควรเริ่มปฏิบัติตั้งแต่ยังสาว ได้แก่ ดื่มนมที่มีแคลเซียมและวิตามินดีสูงเป็นประจำ อาหารแคลเซียมสูงจากผักเช่น ผักใบเขียวสด งาขาว งาดำ ใบยอ ยอดแค คะน้า บร็อกโคลี ผักโขม ผักพื้นบ้านไทย ปลาตัวเล็กตัวน้อย เต้าหู้ ฯลฯ แล้วเติมด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อยวันละ 30 นาที และให้สัมผัสแสงแดดช่วงเช้าบ้าง เช่น แดดอ่อนๆ ก่อนสิบโมงเช้า เพื่อให้ร่างกายได้สังเคราะห์วิตามินดี ช่วยในการดูดซึมแคลเซียม ในอเมริกาแนะนำให้กินแคลเซียมอย่างน้อยวันละ 1,000-1,500 มิลลิกรัม ร่วมกับวิตามินดี 400-800IU เพื่อป้องกันกระดูกผุและกระดูกหัก

สุภาพ สตรีบางคนเมื่ออายุมากขึ้น น้ำหนักตัวมากขึ้น ไม่สามารถออกกำลังกายรับแรงต้านของกล้ามเนื้อและกระดูกได้ บางคนปวดข้อ ปวดเข่า ไม่สามารถจ๊อกกิ้งหรือเต้นแอโรบิกได้ โยคะช่วยได้ การเล่นโยคะช่วยได้ทุกอย่างตั้งแต่กล้ามเนื้อ กระดูก ป้องกันโรค แก่ก่อนวัย นอนไม่หลับ ไมเกรน โยคะเป็นเสมือนยาอายุวัฒนะ โยคะบางท่านช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกระดูกสันหลังแบบองค์รวม เช่น ท่าก้ม-แอ่น-เอียง-บิด ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของกระดูกสันหลังครบ 4 ทาง โยคะท่าง่ายๆ ทำวันละ 30 นาที

วิธีทำคือ ก้ม -ท่าจากหัวถึงเข่า แอ่น -โยคะท่างูเอียง-ท่ากงล้อ และบิด-ท่าบิดหลัง

แล้วจบด้วยการนั่งสมาธิ สวดมนต์ แผ่เมตตา ทำจิตใจให้สบายเผื่อแผ่ความสบายถึงกระดูก ของสำคัญในร่างกายที่ต้องรักษาไว้สุดชีวิต...


ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

วันศุกร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2554

เคล้ดลับ การเก็บรักษาผัก… อย่างถูกวิธี



การ เก็บรักษาผัก จะต้องเก็บให้เหมาะสมกับชนิดของผักนั้นๆ ซึ่งผักสามารถ แบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มด้วยกัน คือ ผักที่เน่าเสียง่าย ผักที่เก็บได้ในระยะเวลาจำกัด ผักที่เก็บไว้ได้นานกว่าผักอื่นๆ
  • ผักที่เน่าเสียง่าย ได้แก่ เห็ด ผักชี ผักกาดหอม ถั่วงอก ถั่วฝักยาว ผักบุ้ง ชะอม เป็นต้น ผักเหล่านี้จะคงสภาพเดิมอยู่ในระยะเวลาสั้น แม้จะเก็บเข้าตู้เย็นก็ ไม่อาจจะช่วยยืดอายุการเก็บได้มากนัก
  • ผักที่เก็บได้ในระยะเวลาจำกัด ตัวอย่างเช่น ผักกาด ผักคะน้า มะเขือเทศ และผักอื่นๆ ผักส่วนใหญ่จะจัดอยู่ในกลุ่มนี้ ซึ่งควรเก็บในตู้เย็น
  • ผักที่เก็บไว้ได้นานกว่าผักอื่นๆ เช่น ฟัก แฟง เผือก มัน ฟักทอง เป็นต้น ผักกลุ่ม นี้มีเปลือกหนา จึงคงทนต่อการเก็บได้นานกว่าผักใบ ไม่จำเป็นต้องเข้าตู้เย็น
การเก็บผักนั้น ควรแยกเก็บตามชนิดของผัก ไม่ควรเก็บผักและผลไม้ให้อยู่ ด้วยกัน เพราะทำให้เกิดการเน่าหรือเสื่อมสภาพเร็วขึ้น


ตัวอย่าง เช่น ถ้าเก็บหอมใหญ่ กับมันฝรั่งให้อยู่ปนกัน หอมใหญ่จะเป็นตัวเร่งให้มันฝรั่งเน่าเร็วขึ้น ถ้าเก็บแอปเปิ้ล ไว้กับแครอท แก๊สเอ็ททีลีน (ethylene gas) ที่แอปเปิ้ลคายออกมาจะทำให้ แครอทมีรสขมได้


ดังนั้นจึงควรเก็บผักแต่ละชนิดโดยแยกกันเป็นสัดส่วน

นอกจากนั้น ก่อนจะเก็บ ควรล้างผักให้สะอาดเสียก่อน
เพราะ ผักที่ซื้อจาก ตลาดขายปลีกมักเปรอะเปื้อนน้ำที่ผู้ขายรดหรือราด หรือล้างเพื่อให้ผักแลดูสะอาด น่าซื้อ การล้างนั้นควรล้างทั้งต้นด้วยน้ำสะอาด แล้วผึ่งให้สะเด็ดน้ำจริงๆ จึงเก็บ ในลิ้นชักหรือช่องสำหรับเก็บผักโดยตรง และควรแยกผักใส่ถุงพลาสติกให้เป็น หมวดหมู่ด้วย จะช่วยให้เก็บได้นานขึ้น



ที่มา
http://variety.teenee.com

เคล็ดลับ ขจัด 10 คราบทันใจ เพื่อแม่บ้านยุคใหม่



การ ซักเสื้อผ้า ธรรมดาก็เป็นเรื่องที่คุณแม่บ้านหลายคนได้ยินชื่อก็เหนื่อยแล้ว ยิ่งเวลามีคราบฝังแน่นเปื้อนมากับเสื้อผ้ากองโตด้วยยิ่งแล้วใหญ่ เพราะคุณแม่บ้านจะต้องใช้พลังในการซักและขยี้คราบต่าง ๆ ซึ่งทั้งเสียเวลาและเสียพลังงานเป็นที่สุด วันนี้เรามีเคล็ดลับในการขจัดคราบฝังแน่น 10 อันดับที่มีโอกาสเปื้อนเสื้อผ้าจนทำให้คุณแม่บ้านหนักใจมากที่สุดมาฝากกัน ค่ะ

1.คราบกาแฟและอาหาร : คราบกาแฟและอาหารเป็นคราบฝังแน่นที่ขึ้นชื่อเรื่องทำความสะอาดออกยากมาก ดังนั้นเราแนะนำใช้ผ้าขนหนูจุ่มน้ำโซดาและถูตรงรอยเปื้อนทันทีหรือตั้งแต่ เกิดคราบใหม่ ๆ รอยเปื้อนหลุดออกโดยง่าย หลังจากนั้นต่อด้วยการซักผ้าตามปกติได้ทันที หรือจะเปลี่ยนเป็นใช้แป้งข้าวเจ้าถูแทนได้เหมือนกันค่ะ
2.คราบเลือด : ไม่ว่าจะเป็นจากอุบัติเหตุหรือว่าประจำเดือน ให้นำนมข้นทาทันที ทิ้งไว้สักครู่แล้วจึงนำผ้าไปขยี้น้ำออก แล้วตามด้วยการซักผ้าปกติ (แต่ต้องระวังอย่าให้มดขึ้นผ้านะคะ) แต่ถ้าหากเกิดคราบเลือดเพียงจาง ๆ ให้ใช้เบคกิ้งโซดาผสมน้ำสักเล็กน้อย จนแป้งเปลี่ยนเป็นลักษณะข้นแล้วนำมาถูเบาๆ เมื่อแห้งจึงเป่าฝุ่นออก นอกจากนี้หากเป็นคราบเลือดที่ฝังแน่นมากให้ใช้ฟองน้ำชุบน้ำเย็นผสมเกลือ ถูเบาๆ จนรอยค่อยๆ จางลง แล้วใช้น้ำเปล่าถูอีกครั้ง สุดท้ายใช้กระดาษทิชชูซับน้ำให้แห้ง ก่อนจะซักผ้าตามปกติ
3.คราบน้ำมันรถและน้ำมันเครื่อง : เคล็ด ลับนี้สำหรับคุณสามีที่อาจจะซ่อมรถหรือเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง นอกจากได้ลุคเซอร์มาดแมนแล้ว คุณแม่บ้านอาจจะได้คราบน้ำมันเครื่องกลับมาเป็นของแถมอีกด้วย แต่ไม่ต้องกังวล เพียงใช้มะนาวถูบริเวณที่เปื้อน จนรอยเปื้อนจางลง หลังจากนั้นนำไปซัก เสื้อผ้าก็จะกลับมาสะอาดเป็นปกติ
4.คราบน้ำผลไม้ น้ำมันพืช : บรรดาแม่ศรีเรือนทั้งหลายอาจจะเคยประสบปัญหาโดนน้ำมันพืชหรือน้ำผลไม้ กระเด็นใส่เสื้อระหว่างทำอาหาร เราสามารถขจัดคราบโดยขึงผ้าที่เปื้อนบนปากถังหรือโอ่ง แล้วเทน้ำเดือดลงบนรอยเปื้อน จากนั้นจึงนำไปซักตามปกติ
5.คราบเบียร์ : ใกล้เทศกาลลานเบียร์แล้ว หากคุณสามีดื่มเบียร์เพลินจนเลอะเทอะเสื้อผ้า เราสามารถขจัดคราบโดยซักในน้ำเย็นทันที หรือใช้แปรงเก่า ๆ เช่นแปรงสีฟันจุ่มน้ำเย็น แล้วแปรงตรงรอยเปื้อนทันที ก็จะช่วยสลายคราบได้
6.คราบหมึกปากกา : คุณ แม่บ้านที่มีลูกในวัยเรียนมักจะกลุ้มใจกับรอยปากกาบนเสื้อนักเรียนสี ขาวอยู่เสมอ ก่อนซักผ้าลองนำเกลือป่นโรยตรงรอยเปื้อน แล้วบีบมะนาวลงให้ชุ่ม ผึ่งแดดไว้ครึ่งวัน แล้วนำไปซักจะช่วยเจือจางรอยปากกาได้
7.คราบกาว : สัปดาห์ นี้อาจารย์วิชาศิลปะสั่งการบ้านให้คุณลูกประดิษฐ์ประติมากรรม จากกระดาษรีไซเคิล แต่กว่าจะได้ผลงานชิ้นเยี่ยม คุณแม่บ้านคงกลุ้มใจไม่น้อยกับคราบกาว เราแนะนำให้ใช้น้ำส้มสายชูเช็ดที่รอยเปื้อนก่อนจะนำมาแช่ในน้ำเย็น แล้วซักตามปกติ
8.คราบยางกล้วย : เสื้อ ผ้าที่เลอะยางกล้วยเมื่อครั้งเทศกาลลอยกระทงสามารถคืนสภาพเดิมได้ด้วย การใช้มะนาวที่ฝานเป็นชิ้นบางๆ ถูตรงรอยเปื้อน ที่เป็นคราบดำ แล้วรีบนำมาซักทันที
9.คราบยาทาเล็บ : 2 คราบสุดท้ายเป็นการเอาใจผู้หญิง สำหรับคราบน้ำยาทาเล็บ ให้คุณแม่บ้านเอาน้ำยาล้างเล็บ มาซับรอยเปื้อนก่อนและเช็ดด้วยผ้าที่สะอาด จนกระทั่งรอยเปื้อนจางลง แล้วค่อยซักผ้า
10.คราบลิปสติก : ไม่ว่าจะเป็นรอยบนเสื้อคุณเองหรือว่ารอยลิปสติกสุดเซ็กซี่บนเสื้อสามี ให้น้ำมันหมูมาถูตรงรอยเปื้อน แล้วจึงซักในน้ำสบู่ร้อนๆ หรือใช้วาสลีนถูตรงรอยเปื้อนแล้วนำมาซักตามปกติ และอีกวิธีคือให้แช่ผ้าเอาไว้ในน้ำผสมเกลือทิ้งไว้ 1 คืน จะทำให้รอยลิปสติกจางหาย


ที่มา
http://variety.teenee.com