วันเสาร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2554

6 วิธีทำดีกับร่างกายของคุณ

สุขภาพ

6 วิธีทำดีกับร่างกายของคุณ (Lisa)

          เรา อาจใช้เวลาค่อนวันเพื่อพิจารณาว่า "ฉันดูดีรึยัง?" แต่เคยสงสัยรึเปล่าว่า กว่าจะเริ่ดได้ขนาดนี้ ร่างกายของเราทำงานหนักแค่ไหน? เรามาทำดีกับร่างกายและส่วนต่าง ๆ ที่เรามักจะมองข้ามกันเถอะค่ะ!

1.ทำดีกับ...เกล็ดเลือด

          สาวกเครื่องดื่มสีอำพันคงต้องเพลา ๆ หน่อยนะ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ควรจำกัดไว้ที่วันละ 1-2 แก้วก็พอ เพราะเกล็ดเลือดบอบบางมาก และแอลกอฮอล์ที่มากเกินไปจะเป็นพิษต่อไขกระดูก ทำให้การสร้างเกล็ดเลือดบกพร่อง

          ลอง ให้ของขวัญเกล็ดเลือดด้วยโฟเลตจากอาหารอย่างผักโขม ถั่วเลนทิล และหน่อไม้ฝรั่ง จะทำให้ไขกระดูกมีสุขภาพดี หากขาดสารอาหารความสามารถในการผลิตเกล็ดเลือดจะลดลง โดยเฉพาะเมื่อคุณตั้งครรภ์ และถ้าคุณรักเกล็ดเลือดของตัวเองละก็...เอามันออกไปซะ! ซึ่งการบริจาคโลหิตไม่มีอันตราย และร่างกายของคุณจะสร้างเกล็ดเลือดขึ้นมาใหม่ทันทีค่ะ (ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการบริจาคโลหิตได้ที่ เว็บไซต์ของสภากาชาดไทย http://www.redcross.or.th/)

2.ทำดีกับ...ร่องน้ำตา

          นี่ เป็นคำแนะน้ำด้านสุขภาพที่ง่ายที่สุดในประวัติศาสตร์ : กะพริบตาสิ! "การกะพริบตาทำให้น้ำตาสามารถสร้างชั้นเคลือบ เพื่อป้องกันไม่ให้ตาแห้งหรือมีสิ่งระคายเคืองได้" นี่เป็นคำแนะนำจาก ศ.จักษุวิทยา นพ.มาร์เกอไรต์ แม็กโดนัลด์ จาก New York University

          อัตราการกะพริบตาของคุณจะลดลง เมื่อคุณจ้องจอคอมพิวเตอร์ และน้ำตาเทียมสามารถทำให้ดวงตาของคุณชุ่มชื้นได้ เพื่อลดความเสี่ยงไม่ให้ร่องน้ำตาอุดตัน ให้ล้างมือบ่อย ๆ และพยายามอย่าสัมผัสดวงตา สำหรับสาว ๆ ที่ขาดอายไลเนอร์ไม่ได้ เมื่อเขียนขอบตา ให้หยุดมือก่อนจะถึงร่องน้ำตา "อายไลเนอร์แบบน้ำ หรือแบบดินสออาจทำให้ติดเชื้อได้" ดร.แม็กโดนัลด์เตือน และก่อนจะล้มตัวลงนอนอย่าลืมล้างเครื่องสำอางให้สะอาดนะ...เดี๋ยวจะหาว่าสวยไม่เตือน

3.ทำดีกับ...ตับ

          แสดง ความรักต่อตับด้วยการระวังรอบเอวไว้ให้ดี เพราะคนที่มีน้ำหนักเกิน โดยเฉพาะคนที่อ้วนบริเวณกลางลำตัว มีแนวโน้มสูงที่จะเป็นโรคไขมันพอกตับ (Fatty Liver) ซึ่งเป็นโรคตับที่มีผลกระทบต่อคนอเมริกันประมาณ 30-40 ล้านคน แต่อย่าหวังพึ่งยาลดความอ้วน ในบางกรณี (ขึ้นอยู่กับปัจจัยบางอย่าง เช่น กรรมพันธุ์และนิสัยการดื่ม) อาหารเสริมเพื่อการไดเอ็ตอาจเป็นพิษต่อตับของคุณได้ แม้แต่ในปริมาณน้อย ๆ

          นอกจากนี้ การสักหรือเจาะตามร่างกาย จะทำให้คุณเสี่ยงต่อโรคไวรัสตับอักเสบซี ซึ่งเป็นการติดเชื้อทางเลือด และอาจเกิดโรคตับแข็งได้ ดังนั้น จึงควรดูให้แน่ใจก่อนสักหรือเจาะว่า เครื่องมือและหมึกเป็นแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง และฆ่าเชื้อผิวหนังบริเวณนั้นเสียก่อน

4.ทำดีกับ...ปอด

          ขยับ ตัวซะหน่อยนะ การออกแรงจะช่วยออกกำลังกายปอดของคุณ ทำให้ปอดมีความจุเพิ่มขึ้น และร่างกายจะส่งออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อต่าง ๆ ในการทำกิจกรรมใด ๆ ก็ตามได้ดีขึ้น และหากต้องทำความสะอาดหรือทาสี ควรทาหน้ากากอนามัยมาใส่ เพื่อป้องกันฝุ่นละอองและสารพิษ ทั้งยังปกป้องปอดจากเศษผงที่มีขนาดเล็กมากด้วย สุดท้ายนี้ คือการหายใจลึก ๆ การออกกำลังกายที่ต้องหายใจลึก ๆ จะช่วยให้การทำงานของปอดส่งออกซิเจนไปยังร่างกายได้มากขึ้น และทำให้เรากระปรี้กระเปร่าอีกด้วย

5.ทำดีกับ...กระเพาะปัสสาวะ

          เมื่อปวด...อย่าอั้น เพราะอั้นปัสสาวะไว้นาน ๆ อาจทำให้กระเพาะปัสสาวะล้าจนติดเชื้อ หรือปัสสาวะราดได้ และอย่าลืมดื่มน้ำมาก ๆ การขาดน้ำจะทำให้ปัสสาวะเข้มข้นขึ้นจนบางครั้งอาจทำให้ปัสสาวะเล็ด แถมกระเพาะปัสสาวะของเราอาจจะแสบ ๆ คัน ๆ เนื่องจากอาหารและเครื่องดื่มบางชนิดจะระคายเคืองกระเพาะปัสสาวะ ตัวร้ายที่พบได้ทั่วไป ได้แก่ คาเฟอีน ผลไม้จำพวกส้มที่เป็นกรดและสับปะรด แต่อาหารที่มีผลต่อคนคนหนึ่งอาจจะไม่มีผลต่ออีกคนก็ได้ ดังนั้น ควรสังเกตให้ดีว่า อาหารการกินของคุณทำให้การปัสสาวะเปลี่ยนไปอย่างไร

6.ทำดีกับ...ปากมดลูก

          ไปตรวจเป็นประจำสิคะ รู้มั้ยว่า 1 ใน 7 ของสาวอเมริกันไม่ยอมไปตรวจมะเร็งปากมดลูก แต่ถ้าไม่ไปตรวจ คุณหมอจะไม่ได้ตรวจหาเชื้อไวรัส HPV (Human Papillomavirus) และความผิดปกติต่าง ๆ ของเซลล์ที่จะทำให้คุณเสี่ยงต่อมะเร็งปากมดลูก นอก จากนี้ อย่าลืมกินผักเยอะ ๆ เพราะการศึกษาจาก University of Arizona ในรัฐทัคซัน เปิดเผยว่า หญิงสาวที่กินผักมาก จะมีโอกาสน้อยกว่าถึงร้อยละ 50 ที่จะติดเชื้อไวรัส HPV เป็นเวลานาน



ขอขอบคุณข้อมูลจาก

หลัก ๘ ประการของการดูแลรักษาสุขภาพ

    ๑. รับประทานอาหาร  อย่างถูกต้องเหมาะสม
           อาหารเช้า
                   สำคัญมากเพราะช่วงเช้าร่างกายขาดน้ำตาล ถ้าไม่รับประทานอาหารเช้าจะเกิดภาวะขาดน้ำตาลซึ่งจะมี
    ผลทำให้ความคิดตื้อตันไม่ปลอดโปร่ง วิตกกังวล ใจสั่น อ่อนเพลีย หงุดหงิด โมโหง่าย มื้อเช้ารับประทานได้เช้า
    ที่สุดยิ่งดี (ระหว่างเวลา ๖.๐๐ – ๗.๐๐ น.) เพราะท้องว่างมานาน หากยังไม่มีอาหารให้ดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำข้าวอุ่น ๆ
    ก่อน ควรทานข้าวต้มร้อน ๆ จะช่วยให้ง่ายต่อการขับถ่ายอุจจาระ ถ้าจำเป็นต้องรับประทาน(สาย) ใกล้อาหารมื้อ
    กลางวัน อย่ารับประทานมาก
          อาหารเพล (อาหารมื้อกลางวัน)
                   ควรเป็นอาหารหนัก เช่น ข้าวสวย พร้อมกับข้าวครบ ๕ หมู่ เพราะร่างกายต้องใช้พลังงานมาก และควร
    รับประทานให้เพียงพอแก่ความต้องการของร่างกาย

    ๒. ขับถ่าย อุจจาระ ปัสสาวะ สม่ำเสมอทุกวัน
    ๓. ใส่เสื้อผ้าให้เหมาะสม กับฤดูกาล เช่น หน้าหนาวก็ใส่เสื้อผ้าหนา ๆ สวมหมวก ถุงมือ ถุงเท้า
         ขณะนอนตอนกลางคืนควรห่มผ้าปิดถึงอก
    ๔. ออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายกลางแจ้งทุกวัน
    ๕. รักษาความสะอาดของสถานที่พักอาศัย เพื่อช่วยให้สิ่งแวดล้อมดี อากาศดี
    ๖. รักษาอารมณ์ให้ปลอดโปร่ง แจ่มใสตลอดทั้งวัน และอย่าลืมนั่งสมาธิทุกวัน
    ๗. พักผ่อนให้เพียงพอ เหมาะสมกับเพศ และวัยไม่ควรนอนดึกเกิน ๒๒.๐๐ น. ติดต่อกันหลายวัน
    ๘. มีท่าทาง และอิริยาบถที่ถูกต้องเหมาะสม ในการทำงานในชีวิตประจำวัน
  ท่าทางและอิริยาบทในการใช้ชีวิตประจำวัน





ท่าหิ้วของจากพื้น


 การออกกำลังกายท่าพื้นฐาน




ที่มา

http://www.kalyanamitra.org

วันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2554

โรคตับ ตับแข็ง ตับอักเสบ การรักษาด้วยสมุนไพรไทย


โรคตับ ตับแข็ง ตับอักเสบ การรักษาด้วยสมุนไพรไทย

โรคตับ ตับแข็ง ตับอักเสบ การรักษาด้วยสมุนไพรไทย
สมุนไพรที่ใช้สำหรับโรคตับ บำรุงตับ ได้แก่ เห็ดหลินจือ,ขมิ้นชัน,อาร์ติโชค,ลูกใต้ใบ สมุนไพรเหล่านี้ ใช้ในการรักษา
โรคตับ ต้านพิษป้องกันตับ ต้านไวรัสตับ บำรุงตับ และกระตุ้นการทำงานของตับให้ดีขึ้น

ไวรัสตับอักเสบ บี (Virus B) ทำให้เกิดโรคตับอย่างไร
เรื่อง ไวรัสตับอักเสบ บี เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะตัวไวรัสตับอักเสบ บี เองไม่ได้เป็นผู้ที่ทำลายตับโดยตรงอย่างที่หลายคนเข้าใจ การอับเสบของตับ เกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกายพยายามทำลายไวรัสตับอักเสบ บี ซึ่งอาศัยอยู่ในเซล์ตับ ทำให้ตับเกิดการอักเสบ หากทิ้งไว้นาน ตับที่อักเสบนั้นจะมีพังผืดขึ้นเป็นแผลจนกลายเป็นโรคตับแข็ง และโรคมะเร็งตับในที่สุด นี่ก็เป็นเหตุผลที่ต้องรีบรักษาโรคไวรัสตับอักเสบ บี เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นโรคตับแข็งและมะเร็งตับนั่นเอง

โดยปกติ แล้วระบบภูมิคุ้มกันของคนเรา จะทำหน้าที่หาสิ่งแปลกปลอมที่อยู่ในร่างกาย แล้วทำลายสิ่งแปลกปลอมนั้น การที่ระบบภูมิคุ้มกันสามารถทำลายสิ่งแปลกปลอมได้นั้น เป็นเพราะระบบภูมิคุ้มกันมีการสร้างเม็ดเลือดขาว, B-cell, T-cell, Natural Killer cell, Cytokines เช่น Interferons เป็นต้น ซึ่งเป็นอาวุธในการทำลายสิ่งแปลกปลอม ซึ่งอาวุธที่จะช่วยเม็ดเลือดขาวกำจัดไวรัสก็คือ Interferons

Interferons เป็นโปรตีนธรรมชาติที่ร่างกายสร้างขึ้นมาเองตามธรรมชาติ เพื่อช่วยในการกำจัดไวรัส ไม่ว่าจะเป็นไวรัสที่ทำให้เป็นโรคไข้หวัดใหญ่ หรือไวรัส อะไรก็ตาม Interferons จะช่วยกับเม็ดเลือดขาวในการกำจัด ด้วยเหตุนี้หากร่างกายมีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงและมีสาร Interferons ที่เป็นโปรตีนธรรมชาติที่ร่างกายผลิตขึ้นมาเอง ภูมิคุ้มกันก็สามารถเอาชนะเชื้อไวรัสได้ ในทางตรงกันข้าม หากภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรงและมีสาร Interferons ไม่พอ ก็ไม่สามารถเอาชนะเชื้อไวรัสได้เช่นกัน

ดังนั้นทางแพทย์แผนปัจจุบัน จึงใช้วิธีการฉีดสาร Interferons สังเคราะห์ เข้าร่างกายในผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบ บี และซี รายที่มีสาร Interferons น้อย เพื่อช่วยในการรักษาควบคู่กับยาต้านไวรัส และยาบำรุง เพื่อให้สาร Interferons สังเคราะห์ช่วยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายกำจัดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี

เห็ดหลินจือมีคุณสมบัติที่ช่วยรักษาโรคตับแข็งได้ ก็เพราะ

1. เห็ดหลินจือช่วยทำให้ใยแผลเป็นที่ตับคลายตัว ไม่รัดเส้นเลือดและเนื้อเยื่อที่ตับ
2. เห็ดหลินจือช่วยบำรุงตับ ฟื้นฟูการทำงานของตับ กระตุ้นการเกิดเซลล์ใหม่แทนเซลล์ที่ตายไป
3. เห็ดหลินจือช่วยปรับภูมิคุ้มกันไม่ให้ทำงานผิดเพี้ยนและเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง
4. เห็ดหลินจือเป็นแอนติอ็อกซิแดนต์ที่ดี สามารถขจัดอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งได้

ผลทางเภสัชวิทยาของเห็ดหลินจือ ในเรื่องของโรคตับ และพบว่าภายในเห็ดหลินจือมีสารสำคัญทางยาที่ใช้รักษาโรคตับ คือ

* สารโพลิแซ็กคาไรด์ (Polysaccharides) ในเห็ดหลินจือ
มีสรรพคุณทางยา ปรับปรุงการทำงานของตับ ปกป้องตับจากสารพิษ (Hepatoprotective activity)โดยแสดงฤทธิ์ยับยั้งสารพิษ เช่น คาร์บอนเตตราคลอไรด์ โดยไม่ให้ทำลายเซลล์ตับ รวมถึงช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ทำงานดีขึ้น

* กลุ่มสารไตรเทอร์ปินนอยด์ (Bitter Triterpenoids) ในเห็ดหลินจือ
มีฤทธิ์ในการปกป้อง บำรุงและรักษาโรคตับ ประกอบด้วย กรดกาโนเดอริค( Ganoderic acid ) และกรดลูซิเดนิค (Lucidenic acid) พบว่ามีฤทธิ์ต่อต้านสารพิษที่มีต่อตับ(Antihepatotoxie)และยับยั้งการเจริญ เติบโตของเซลล์มะเร็งในตับ (Cytotoxicty on hepatoma cells) ได้ กระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาว

* โปรตีน Lz-8 ในเห็ดหลินจือ
ช่วยปรับระบบภูมิคุ้นกันให้ทำงานเป็นปกติไม่ผิดเพี้ยน รักษาโรคไวรัสตับ บี

* สารเยอร์มาเนียม (Germanium) ในเห็ดหลินจือ
ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ช่วยรักษามะเร็งตับได้


ที่มา

http://www.mitthai.com

ไขความลับมหัศจรรย์การเข้ากระโจมอบสมุนไพร ช่วยรักษาสุขภาพและความงาม

"การอบสมุนไพรเพื่อสุขภาพและความงาม " เป็นการช่วยล้างพิษออกทางเหงื่อ ผิวหนังของคนเราจะเป็นส่วนที่กว้างที่สุด ดังนั้นการขับสารพิษส่วนเกินออกทางเหงื่อจึงได้ผลดีมาก เวลาที่ร่างกายทุกส่วนเกิดความร้อนขึ้นพร้อมกัน มันจะทำให้เส้นเลือดที่ผิวหนังขยายตัว เลือดก็จะพรั่งพรูกันขึ้นมาที่ผิวหนังเป็นจำนวนมาก พาเอาสารเคมีส่วนเกิน เช่น โซเดียม โปตัสเซียม หรือสารอื่น ๆ ที่เรารับเข้าไปเกินความต้องการนั้น ถูกหลั่งออกมากับเหงื่อและในเวลาเดียวกันนั้น "การอบสมุนไพร"นอกจากจะล้างพิษออกไปแล้ว เลือดที่มาเลี้ยงที่ผิวหนังมากขึ้น ยังช่วยนำพาสารอาหารที่ดี ๆ มาให้ผิวหนัง ผิวหนังจึงสวยขึ้นด้วย นอกจากนี้หาก "อบสมุนไพร"อย่างถูกวิธี จะทำให้อวัยวะทุกส่วนในร่างกายแข็งแรงสดชื่นและกระปรี่กระเปร่ายิ่งขึ้น ทั้งยังบรรเทาความเมื่อยล้า บำบัดความซึมเศร้าได้ดีอีกด้วย

การอบสมุนไพร คือ  ด้วยการนำสมุนไพรหลาย ๆ ชนิดมาผสมรวมกัน แล้วต้มในน้ำจนเดือด ปล่อยให้ไอน้ำร้อนระเหยออกมา สัมผัสเรือนร่างของผู้อบสมุนไพร ซึ่งนั่งอยู่ในกระโจมอก วิธีนี้จะทำให้สรรพคุณต่าง ๆ ในพืชสมุนไพรแทรกซึม เข้าสู่ผิวหนังทุกส่วนของร่างกายได้อย่างเต็มที่ ทั้งยังแพร่เข้าสู่ระบบทางเดินหายใจคือ ทางจมูกและทางปาก ได้ดีอีกด้วย
"การอบสมุนไพร" มี 2 แบบ คือ การอบแห้ง (Sauna) คล้ายการอยู่ไฟ และการอบเปียก(Steam) ที่คนไทยนิยมมากในปัจจุบัน
·            "การอบแห้ง (Sauna)"  เป็นวิธีการอบตัวที่พัฒนามาจากประเพณีไทยดั้งเดิม ซึ่งมีพิธีกรรมต่าง ๆ ที่รักษาขวัญกำลังใจ สำหรับมารดาหลังคลอด มีการอาบน้ำต้มสมุนไพรและทาตัวด้วยขมิ้น เพื่อบำรุงรักษาอาการอักเสบที่ผิวหนัง และนิยมอยู่ไฟหลังคลอดด้วยการนอนบนแคร่ไม้ มีกองฟืนให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายและการใช้ความร้อนจากกองฟืนนั้นจะช่วยกระตุ้นให้มดลูกหดรัดตัว ช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น มีการนำเตาถ่านมาใช้ประกอบการรักษาผิวพรรณและลดน้ำหนัก ลดไขมันส่วนเกิน ปัจจุบันมีการพัฒนาเป็นห้องอบแห้ง
·            "การอบเปียก (Steam)"  เป็นวิธีการอบตัวด้วยไอน้ำ ที่ได้จาการต้มสมุนไพร เป็นการบำบัดรักษาวิธีหนึ่ง ซึ่งเริ่มต้นจากประสบการณ์ การนั่งกระโจมของหญิงหลังคลอดโดยใช้ผ้าทำเป็นกระโจม หรือนั่งในสุ่มไก่ที่ปิดคลุมไว้มิดชิด มีหม้อต้มสมุนไพรเดือดเป็นไอให้อบและสูดดมไอน้ำได้ และปัจจุบัน ได้นำเอาวิธีการเข้ากระโจมมาฟื้นฟูและพัฒนาให้เข้ากับชีวิตความเป็นอยู่สมัยใหม่ โดยทำเป็นห้องอบไอน้ำสมุนไพรที่ทันสมัย ใช้หม้อต้มสมุนไพรที่มีท่อส่งไอน้ำเข้าไปภายในห้องอบ หรือทำเป็นตู้แล้วเข้าไปนั่งอบตัว ส่วนประกอบของสมุนไพรที่ใช้อาจแตกต่างกันได้ตามวัตถุประสงค์ เพื่อรักษาอาการต่าง ๆ เช่น ทำให้การไหลเวียนโลหิตดีขึ้น ร่างกายสดชื่น ผิวพรรณเปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวล ช่วยขับเหงื่อ คลายความเครียด ผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่แข็งเกร็ง และลดอาการปวดตามข้อและกระดูก
การอบสมุนไพร ตัวด้วยความร้อนนับเป็นวิธีการที่ทางการแพทย์ในปัจจุบัน  ยอมรับว่าสามารถช่วยให้การไหลเวียนของโลหิตและน้ำเหลืองบริเวณผิวหนังดีขึ้น  ส่วนไอน้ำของสมุนไพรจะมีสรรพคุณตามคุณสมบัติของสมุนไพรนั้น ๆ  ซึ่งส่วนใหญ่ช่วยให้ร่างกายเกิดความสดชื่น

คุณประโยชน์ของการอบสมุนไพร
"การอบ สมุนไพร"เป็นการล้างพิษอีกวิธีหนึ่งที่ใช้กันมานานแล้ว มีสรรพคุณเป็นที่ยอมรับมาแต่ครั้งโบราณจวบจนถึงปัจจุบัน แล้วว่าเป็นเลิศในการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสุขภาพได้อย่างดีเยี่ยม "การอบสมุนไพร"เป็นการใช้ประโยชน์ของ "ความร้อนบำบัด"นั่นเอง "การอบสมุนไพร" เป็นกรรมวิธีในการรักษาสุขภาพอนามัยแบบพื้นบ้าน
เดิมที "คุณประโยชน์ของ การอบ สมุนไพร"จะใช้ในหมู่สตรีที่คลอดบุตรใหม่ ๆ ชาวอีสานเรียกว่า อยู่กรรม ซึ่งจะต้องมีการอาบน้ำร้อน ดื่มน้ำร้อนที่เป็นน้ำต้มสมุนไพร และนอนย่างไฟ บนแคร่ไม้ไผ่ที่ปูรองพื้นด้วยสมุนไพร เช่น ใบหนาด ใบเป้า นอกจากนี้ยังใช้กับคนไข้ที่ประสบอุบัติเหตุหกล้ม รถชน ตกต้นไม้ ช้ำใน จะใช้วิธี "การอบสมุนไพร"โดยการย่างเพื่อให้การสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงร่างกายได้สม่ำเสมอ
การแพทย์แผนโบราณของไทยได้กล่าวถึง "ประโยชน์ของการอบสมุนไพร" ไว้ดังนี้
·            ช่วยบรรเทาอาการหวัด คัดจมูก
·            ช่วยบรรเทาอาการหอบหืดเรื้อรัง
·            ทำให้ปอดขยายตัวได้ดี ระบบหายใจปลอดโปร่ง มีความคล่องตัวมากขึ้นไม่อึดอัด
·            ทำให้ผดผื่นคัน และอาการอักเสบของผิวหนังกายไปได้
·            ช่วยฆ่าเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย อันก่อให้เกิดโรคกลากเกลื้อน ทำให้ผิวหนังเกลี้ยงเกลา สะอาด มีน้ำมีนวล ไม่หมองคล้ำ
·            ช่วยลดความดันโลหิตสูง เพราะเส้นโลหิตจะขยายออกทำให้โลหิตไหลเวียนสะดวกขึ้น ผิวพรรณจึงผุดผ่อง เปล่งปลั่ง มีเลือดฝาด
·            ช่วยฟื้นฟูร่างกายผู้ป่วยที่กำลังพักฟื้น ให้ คืนกลับมาแข็งแรงเป็นปกติเร็วขึ้น เสริมสร้างสุขภาพของผู้ที่อ่อนแอ ขี้โรค ให้กลายเป็นคนที่มีสุขภาพดี กระปรี้กระเปร่า มีเรี่ยวแรงดีขึ้น สุขภาพจิตผ่องใส สุขภาพกายแข็งแรง
·            ทำให้มดลูกของสตรีหลังคลอดเข้าอู่ได้เร็วขึ้น ช่วยขับน้ำคาวปลา การอบสมุนไพรจะทำให้สุขภาพร่างกายของสตรีหลังคลอดดีขึ้น แต่จะต้องทำการอบสมุนไพรหลังการคลอดประมาณ 10 วัน จึงจะได้ผลดี ว่ากันว่าสตรีหลังคลอดที่ผ่านการอบสมุนไพรมาแล้วนั้น ผิวพรรรจะผุดผ่องเป็นยองใยยิ่งกว่าเด็กสาว ๆ เสียอีก เพราะการอบสมุนไพร จะทำให้เกิดเลือดฝาดที่มีสีแดงบริสุทธิ์ขึ้นมานั่นเอง
·            ทำให้ใบหน้านิ่มนวล เกลี้ยงเกลา ผิวหน้าปราศจากความมัน และความหยาบกร้าน
·            ช่วยรักษาสิว ฝ้า ขจัดริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า ลบรอยตีนกา ริ้วรอยที่หัวคิ้ว ขอบตา และหน้าผาก
·            ช่วยแก้อาการเหน็บชา อาการชาตามปลายเท้า ปลายนิ้วมือ แขน และขา
·            ช่วยทุเลาอาการอัมพฤกษ์ อัมพาต และทำให้หายขาดได้
·            ช่วยขจัดความเมื่อยล้า บรรเทาอาการปวดเมื่อย กล้ามเนื้อ เส้น และเอ็น ให้เบาบางลง จนกระทั่งเป็นปกติในที่สุด
·            ลดไขมันส่วนเกินของร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไขมันส่วนเกินบริเวณหน้าท้อง และส่วนอื่นๆ  ของร่างกาย

ที่มา

http://www.ruenmai.com

วันพุธที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2554

ดูแลผมสวยด้วยความลับจากธรรมชาติ

ไข่ มะนาว ขิง น้ำมันมะพร้าว น้ำมันมะกอก ช่วยได้

            การสร้างเสน่ห์ให้กับตนเองด้วยการดูแลรักษาร่างกายให้สะอาด ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า เป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับคนที่รักสวยรักงาม วันนี้ Tips สุขภาพ กับ สสส. มีวิธีดูแลผม เสน่ห์อีกอย่างที่ไม่ควรมองข้ามมาฝากกันคะ    
        
         เริ่มต้นที่คนที่มีปัญหาเรื่องผมแห้ง ซึ่งคนที่มีผมแห้งมักจะมีปัญหาเรื่องการหวีจัดทรงยาก ผมไม่มีสปริงไม่มีน้ำหนักขาดชีวิตชีวา ทำให้หนังศีรษะแห้งและเกิดสะเก็ดรังแคง่าย ลองใช้น้ำมันมะพร้าวผสมกับไข่ไก่ดู สิค่ะ วิธีการทำเพียงใช้น้ำมันมะพร้าว 2 ช้อนโต๊ะตั้งไฟอ่อนผสมกับไข่ไก่ 1 ฟอง (เอาเฉพาะไข่แดง) ตีให้เข้ากัน หลังจากนั้นให้รอจนเย็นแล้วนำไปลูบให้ทั่วศีรษะ นวดด้วยปลายนิ้วให้ทั่วทั้งด้านหน้าจรดท้ายทอย โดยใช้ฝ่ามือขยำๆ ขยี้ๆ ให้ทั่วเพื่อให้ซึมเข้าสู่เส้นผม หลังจากนั้นใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กคลุมเอาไว้ หมักทิ้งไว้ประมาณ 2 ชั่วโมง หลังจากนั้นให้ล้างออกด้วยน้ำอุ่น แล้วสระด้วยแชมพูอ่อนๆ อีกครั้ง  ทำเช่นนี้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ผมจะนุ่มดูมีน้ำหนักและจัดทรงง่ายขึ้นค่ะ

           แต่สำหรับคนที่ไม่ชอบกลิ่นของไข่ไก่ให้ลองใช้สูตรน้ำมันมะกอกดู ก็ได้ค่ะ เพียงนำน้ำมันมะกอกอุ่นๆ 2-3 ช้อนโต๊ะ นำมานวดหนังศีรษะหวีและชโลมเส้นผมให้ทั่ว ซึ่งวิธีการนวดให้นวดเป็นวงกลมเล็กๆ เมื่อนวดจนทั่วศีรษะแล้วให้ใช้ผ้าขนหนูพันศีรษะทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที หลังจากนั้นให้สระด้วยแชมพูอ่อนๆ แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น วิธีนี้จะช่วยบำรุงเส้นผมให้กลับมามีสภาพดีได้เหมือนกันค่ะ

           ต่อมาสำหรับคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับรังแคบนศีรษะ เพราะเมื่อไรที่รังแคมาเยือนมักจะมีอาการคันตามมาเสมอ  แถมยังสร้างความอับอายขายหน้าด้วยการออกมาโชว์ให้เห็นกันอยู่เสมอๆ ลองใช้สูตรน้ำมะนาว หรือ น้ำมะกรูด กันดูสิคะ วิธีการไม่ยากค่ะเพียงคั้นน้ำมะนาวหรือน้ำมะกรูดที่ผ่านการเผาไฟแล้ว มานวดหนังศีรษะหลังสระผมทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที ให้ล้างออก เพียงแค่นี้ก็สามารถช่วยลดเจ้ารังแคออกจากศีรษะได้แล้วละคะ

              สำหรับคนที่มีผมอ่อนแอหลุดร่วงง่ายลองใช้ ขิง แก้ผมร่วงดูสิคะ เชื่อได้เลยว่าใช้แล้วปัญหา หัวล้าน จะไม่มาเยือนคุณแน่นอน วิธีการง่ายๆ เพียงนำเหง้าขิงสดมาเผาไฟ ทุบให้แตกผสมน้ำนำไปขยี้ให้ทั่วศีรษะ วันละ 2 ครั้ง ประมาณ 3 วัน หรือนำขิงแก่ 1 เหง้า ขนาดเท่าฝ่ามือมาตำให้ละเอียด ห่อด้วยผ้าขาวบางเป็นลูกประคบ วางบนหม้อประคบที่ต้มน้ำจนเดือด  เมื่อลูกประคบร้อนนำไปประคบบริเวณผมร่วง ทำวันละ 2 ครั้ง 20-30 นาที  3-5  วัน จะเห็นผล

           ส่วนคนที่มีเส้นผมหยิกหยักศกที่สำคัญยังพบอาการแห้งและฟู  ยิ่ง ถ้าทั้งหยิกและหนาด้วยแล้วล่ะก็จะทำให้ศีรษะดูโต ฟูมากยิ่งขึ้น แต่ถ้ายังชอบผมทรงนี้อยู่ไม่อยากที่จะยืดให้ตรงแล้วละก็หมั่นบำรุงดูแลรักษา ด้วยวิธีต่อไปนี้สิคะ นำน้ำกับน้ำมะนาวผสมกันให้เจือจางหลังจากนั้นนำมาชโลมผมหลังจากล้างผมน้ำสุดท้ายเรียบร้อยแล้ว ทิ้งไว้ 5 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น  กรดในน้ำมะนาวจะช่วยให้ไฟเบอร์ในผมยึดเกาะกันได้แน่น  ผมจะเรียบ-หวีง่ายยิ่งขึ้น ที่สำคัญจะทำให้ผมดูเงางามได้ค่ะ

            ผมมันก็เป็นผมอีกแบบที่มักสร้างปัญหาตามมามากมายทั้งเป็นสะเก็ดรังแค หนังศีรษะคันง่าย การรักษาความสะอาดของเส้นผมจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะสามารถทำได้ แต่ทางที่ดีต้องบำรุงรักษาด้วยไข่ขาวผสมน้ำอุ่นดูสิคะ รับรองอาการมันจะลดลงและหมดไปในที่สุดค่ะ วิธีการคือ ใช้ไข่ขาว 1 ฟองกับน้ำอุ่น ½ แก้วตีให้เข้ากัน หลังจากนั้นนำไปราดลงบนผมเส้น ใช้มือนวดให้ทั่วศีรษะทิ้งไว้ประมาณ 8-10 นาที หลังจากนั้นให้ล้างออกด้วยน้ำอุ่นโดยไม่ต้องสระผมซ้ำ ทำอย่างนี้สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ผมจะค่อยๆ ปรับสภาพ และหายมันค่ะ

         สำหรับคนผมแตกปลาย พบมากในคนที่ชอบทำสีผม การม้วนผมหรือการดัด ตัดซอยด้วยใบมีดโกน หรือในคนที่ต้องใช้ความร้อนกับผมบ่อยๆ หรือแม้กระทั่งใช้อุปกรณ์ตกแต่งทรงผมอย่างขาดความระมัดระวังก็ตาม วันนี้หมดกังวลได้เลยค่ะ แค่ใช้ไข่ไก่ผสมกับน้ำมันงาและน้ำผึ้ง โดยใช้ไข่ไก่ (เฉพาะไข่แดง) จำนวน 2 ฟอง ผสมกับน้ำมันงา 4 ช้อนโต๊ะ และน้ำผึ้ง 2 ช้อนชา ตีผสมให้เข้ากัน หลังจากนั้นใช้น้ำอุ่นราดให้ทั่วศีรษะ แล้วค่อยๆ นำส่วนผสมที่ทำไว้เทลงไปให้ทั่วศีรษะคลุมด้วยผ้าขนหนูชุบกับน้ำอุ่นหมักทิ้ง ไว้ประมาณ 20-30 นาที แล้วสระออกด้วยแชมพูอ่อนๆ อีกครั้ง แค่นี้ผมแตกปลายก็จะเริ่มมีสุขภาพดีขึ้นแล้วละค่ะ

           ผมทำสีก็ เช่นกันค่ะต้องรักษาดูแลเป็นพิเศษเพราะเป็นสภาพผมที่อ่อนแอที่สุด นอกจากมีอาการแห้งกรอบภายในเส้นผมจะมีรูพรุนอยู่ทั่วไป ที่สำคัญยังเป็นต้นเหตุของปัญหาเส้นผมทั้งผมร่วง แห้ง เสีย หากไม่อยากให้เส้นผมมีอายุการใช้งานสั้นเกินไปลองนำสูตรการดูแลเส้นผมสูตร นี้ไปใช้ดู สูตรน้ำมะนาว วิธีการทำให้นำน้ำมะนาวจำนวน 2 ผลมาคั้นเอาแต่น้ำใส่บริเวณโคนผม  ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที หลังจากนั้นให้เป่าผมจนแห้ง วิธีนี้จะช่วยให้สีผมที่ทำมาชัดขึ้นแถมยังบำรุงหนังศีรษะได้ด้วยค่ะ

           แต่ ทั้งนี้เพื่อให้เส้นผมอยู่กับเราไปนานๆ การเสริมสารอาหารที่จำเป็นสำหรับเส้นผมจากภายในด้วยการเลือกกินอาหารที่ช่วย บำรุงเส้นผมก็จำเป็นเช่นกันค่ะ ซึ่งอาหารที่มีเบต้าแคโรทีนสูงอย่าง ฟักทอง มะละกอ ตำลึง หรือ
แครอท เหล่านี้จะช่วยให้ผมเงางามและมีน้ำหนักขึ้นได้ แต่ควรเสริมวิตามินซีและอี ธาตุสังกะสี ธาตุเหล็ก จากอาหารจำพวกข้าวไม่ขัดขาว ข้าวสาลี ไข่ ถั่ว นม ธัญพืช ผักผลไม้ และตับ เข้าไปด้วยจะทำให้ผมดูดียิ่งขึ้นได้ ที่สำคัญควรลดการดื่มน้ำอัดลมเพราะทำให้เลือดเป็นกรดและส่งผลให้เส้นผมสูญ เสียแร่ธาตุไปในตัวได้คะ

         รู้อย่างนี้แล้วหากต้องการมีผมสวยลองนำวิธีเหล่านี้ไปใช้ดูนะค่ะแล้วคุณจะรู้ ผมสวย” อยู่ใกล้มือคุณนิดเดียว....




เรื่องโดย : ฤทัยรัตน์ ไกรรอด

เคล็ดลับผมสวย สุขภาพดี

ดูแลรักษาผมสวย สุขภาพดี ช่วยให้คุณดูดีตั้งแต่หัวจรดเท้าค่ะ
ดูแลรักษาผมสวย สุขภาพดี ช่วยให้คุณดูดีตั้งแต่หัวจรดเท้าค่ะ
สาวๆ หลายคนที่มีปัญหาผมแห้ง ผมชี้ฟู ผมเสีย ผมมันและมีปัญหาเรื่องสุขภาพผม วันนี้มีเคล็ดลับดีๆ มาฝากเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพเส้นผมให้สวยจากภายในสู่ภายนอก แวะอ่านกันค่ะ

เลือกดูแลผมสวยของคุณยังไงดี

ไม่จำเป็นต้องสระผมบ่อย ซึ่งอาจทำให้ผมเสียง่าย เนื่องจากผมคนเรามีน้ำมันช่วยหล่อเลี้ยงตามธรรมชาติค่ะ


ไม่จำเป็นต้องสระผมบ่อย ซึ่งอาจทำให้ผมเสียง่าย เนื่องจากผมคนเรามีน้ำมันช่วยหล่อเลี้ยงตามธรรมชาติค่ะ

1.อย่าสระผมบ่อย

ถึงแม้คุณจะออกกำลังกายด้วยการวิ่งหรือเล่นโยคะก็ไม่ต้องสระผมทุกวัน ปล่อยให้น้ำมันตามธรรมชาติจากหนังศีรษะมาเคลือบบำรุงเส้นผมบ้าง ซึ่งเป็นการดูแลผมตามธรรมชาติอีกทาง แนะนำให้ทำความสะอาดผมด้วยน้ำสะอาด และอย่าใช้ผลิตภัณฑ์ตกแต่งทรงผมมากจนเกินไป เพื่อไม่ให้เกิดสิ่งตกค้างบนหนังศีรษะ

2.ใช้ครีมนวดชนิดไม่ต้องล้างออก

ผมที่ไม่ได้สระทุกวันมักไม่แห้งกรอบ จึงไม่จำเป็นต้องใช้ครีมนวดมากมาย เฉพาะวันที่สระผม เลือกครีมบำรุงผมชนิดไม่ต้องล้างออก (Leave-in conditioner) โดยนวดครีมบำรุงเล็กน้อยขณะผมหมาด เพื่อให้ความชุ่มชื้นในปริมาณที่เหมาะสม เส้นผมจะอ่อนนุ่ม มีน้ำหนัก จัดทรงง่าย และดูมีสุขภาพดี

3.ดูแลเส้นผม ให้อาหารผมบ้าง

หาเวลาทำทรีทเมนท์ผมบ้าง เพื่อสุขภาพผมที่ดีและเส้นผมที่แข็งแรงขึ้นค่ะ
หาเวลาทำทรีทเมนท์ผมบ้าง เพื่อสุขภาพผมที่ดีและเส้นผมที่แข็งแรงขึ้นค่ะ
หาเวลาทำทรีตเม้นท์ อบไอน้ำหรือหมักผมด้วยครีมสูตรเข้มขันอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เพื่อให้เส้นผมแข็งแรง มีน้ำหนัก ที่สำคัญ หมั่นเล็มผมส่วนที่แตกปลายออกทุกๆ 4-6 สัปดาห์ ช่วยให้เส้นผมดูมีสุขภาพที่ดีขึ้น

4.ใช้ผลิตภัณฑ์ทีละน้อย

เวลาคุณใส่ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมนั้นแสนจะง่ายดาย แต่เวลาล้างออกกลับมันเยิ้ม แถมล้างยากสุดๆ ทางที่ดี ควรเริ่มจากปริมาณน้อยๆ และใส่บริเวณด้านหลังศีรษะก่อน เพราะถ้าเผลอใส่เยอะเกินไป จะเห็นชัดน้อยกว่าใส่ลงบนผมด้านหน้า หรือด้านบนศีรษะ

5.ระวังการใช้ดรายร์

ถ้าคุณใช้ดรายร์เป่าผมที่มีปลายเป็นโลหะ ระวังอย่าให้โดนเส้นผม เพราะความร้อนจัดจะทำให้เส้นผมแห้งเสีย และดูแลได้ยาก ควรเป่าเฉพาะจุดที่ต้องการเท่านั้น หรือใช้ตัวต่อที่เป็นพลาสติกต่อปลายดรายร์อีกที

6.จัดการเส้นผมยุ่งเหยิง

การหวีผมนอกจากช่วยจัดทรงผมให้เรียบร้อย การเลือกใช้แปรงที่มีคุณภาพยังช่วยกระตุ้นให้เส้นผมมีสุขภาพดีขึ้นอีกด้วยค่ะ
การหวีผมนอกจากช่วยจัดทรงผมให้เรียบร้อย การเลือกใช้แปรงที่มีคุณภาพยังช่วยกระตุ้นให้เส้นผมมีสุขภาพดีขึ้นอีกด้วยค่ะ
หากเซตผมเสร็จเรียบร้อยแล้ว พบว่าผมบางส่วนยังไม่เป็นระเบียบ ให้ใช้เจลแต่งผมป้ายเพียงเล็กน้อยและแปรงผมไปในทิศทางที่ต้องการ พร้อมกับใช้ดรายร์เป่า

7.เลือกแปรงที่ดีที่สุด

พบว่า แปรงที่ทำจากขนธรรมชาติ เช่น ขนหมูป่า ดีที่สุด เพราะนอกจากช่วยสางผมได้ดี เพิ่มความเงางามให้เส้นผม ทั้งยังไม่ก่อให้เกิดปัญหาไฟฟ้าสถิตย์ ปัญหาคือ แปรงประเภทนี้ราคาค่อนข้างสูง แนะนำให้เลือกแบบที่ทำจากขนธรรมชาติและขนสังเคราะห์ปนกัน เพื่อให้ได้แปรงคุณภาพในราคาที่ย่อมเยากว่าเดิม

8.ใช้เครื่องประดับผมอย่างระมัดระวัง

ไม่ควรใช้ยางรัดผมที่ประดับด้วยโลหะบ่อยเกินไป เพราะอาจขูดเส้นผมให้ฉีกขาดได้ และควรใช้ที่รีดผมที่ทำจากผ้าหรือยางเนื้อนุ่ม เพราะช่วยดูแลทะนุถนอมเส้นผมได้ดี

9.ตัดผมให้ถูกทรง 

หมั่นคอยดูแลเส้นผมของคุณอยู่เสมอ ช่วยให้คุณดูดีอย่างเป็นธรรมชาติค่ะ
หมั่นคอยดูแลเส้นผมของคุณอยู่เสมอ ช่วยให้คุณดูดีอย่างเป็นธรรมชาติค่ะ
ถ้าเส้นผมคุณมีสุขภาพดีอยู่แล้ว ให้ช่างตัดผมใช้กรรไกรเล็มผมออกแบบตรงๆ จะทำให้คุณดูมีผมที่หนาขึ้น ถ้าผมคุณดูลีบแบน ให้ม้วนผมด้วยโรลแล้วฉีดสเปรย์ จากนั้นเป่าให้แห้งอย่างรวดเร็วแล้วคลายออก วิธีนี้จะช่วยเพิ่มวอลุ่มให้เส้นผม

10.ทำสีผมในราคาประหยัด

หาโรงเรียนเสริมสวยที่ได้มาตรฐานใกล้บ้าน แล้วสมัครเป็นหุ่นทดลองให้นักเรียนได้ฝึกฝีมือ คุณอาจได้ทำสีผมฟรีหรือเสียแค่ค่าครีมเปลี่ยนสีผม การทำผมในแบบดังกล่าวปกติจะมีอาจารย์หรือผู้เชี่ยวชาญดูแลการทำผมอย่างใกล้ ชิด ทำให้คุณสามารถมั่นใจกับทรงผมที่ออกมาได้ค่ะ
อย่าลืมหมั่นเลือกดูแลเส้นผมในแบบง่ายๆ เพื่อผมสวย ดูมีสุขภาพดี ตามธรรมชาติของคุณค่ะ
ที่มา: บี เกิร์ล ช็อบ แฟชั่นเสื้อเพื่อสาวไซส์ L-XXXL

วันอังคารที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2554

ผิวสดใส ง่ายนิดเดียว

ผิวสดใส ง่ายนิดเดียว





ผิวสดใส ง่ายนิดเดียว (สุขกายสบายใจ)

เรื่อง : พญ.อัจจิมา สุวรรณจินดา

          นอกจากความสดใสของผิวพรรณจะเป็นผลจากสุขภาพใจที่เบิกบาน และสุขภาพกายที่แข็งแรงแล้ว ผิวที่เปล่งปลั่ง ยังจำเป็นต้องพึ่งเคล็ดลับบางอย่างซึ่งจะช่วยให้เราผุดผ่องกว่าใคร เสริมเสน่ห์และความมั่นใจ รวมทั้งสามารถรับมือกับมลพิษในเมืองทุกวันนี้ได้อย่างสบาย ๆ เคล็ดลับบางอย่างที่ว่านี้ ใคร ๆ ก็ปฏิบัติตามได้ไม่ยากเลย





ขั้นตอนที่ 1 : พื้นฐานที่สุดคือการดูแลผิวหน้าให้ถูกวิธี

          การดูแลผิวต้องเริ่มจากรากฐานผิวที่แข็งแรงสมบูรณ์ไม่มีสิว ไม่มีฝ้า ไม่มีจุดด่างดำ เนียนใส ไม่แห้งลอกเป็นขุยหรือผื่นแดงใบหน้าตึงกระชับนวลเนียนเหมือนผิวทารก ลักษณะที่ว่านี้ เป็นที่ต้องการของทั้งสาว และไม่สาวทั้งหลาย
คุณต้องเริ่มดูแลจากการทำความสะอาดผิวหน้าอย่างมีวินัย ต่อให้กลับมาจากการงานดึกดื่นแค่ไหนก็ต้องล้างใบหน้า แม้จะไม่อาบน้ำ และ ต้องล้างใบหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ที่สามารถทำความสะอาดผิวโดยไม่ทำลายผิว ส่วนประเภทล้างได้ล้ำลึกสะอาดหมดจดนั้น อาจไม่ให้หมายความว่าจะดีสำหรับผิวเสมอไป ถ้าล้ำลึกมากเกินไปก็อาจไปทำลายความแข็งแรงของผิวตามธรรมชาติออกไปด้วย

          ฉะนั้น เราต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่สามารถชำระล้างเครื่องสำอาง และสิ่งสกปรกออกได้โดยที่ยังคงถนอมดูแลผิวไปด้วยในตัว เริ่มจากเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีค่าความเป็นกรดด่างใกล้เคียงกับผิวหน้า ประมาณ 5.5 กำลังดี ส่วนวิธีการทดสอบว่าผลิตภัณฑ์ไหนเหมาะกับใบหน้าของเรานั้นก็ไม่ยาก โดยสังเกตใบหน้าหลังล้างแล้ว หน้าต้องไม่แห้งเกินไปไม่ทำให้เกิดผื่นและไม่ทำให้เกิดสิว ทั้งยังทิ้งความอ่อนนุ่มให้แก่ใบหน้าด้วย โดยเฉพาะคนผิวแห้งหรือผิวแพ้ง่าย รวมทั้งผิวผสมซึ่งสามารถใช้สูตรง่าย ๆ นี้ได้

          สำหรับคนผิวมันดูเหมือนจะไม่ค่อยมีปัญหา ผิวไม่ค่อยแพ้ง่าย เพราะคนผิวมันมักจะมีลักษณะผิวหน้าที่ค่อนข้างหนาจากต่อมไขมันใต้ผิวซึ่งมี ความทนทานเป็นพิเศษ คนผิวมันอาจเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารผสมในการลดความมัน หรือป้องกันการเกิดสิว เช่น กรดผลไม้หรือ BHA (Salicylic Acid) ที่สำคัญ การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ใดต้องเลือกตามสภาพผิวของตัวเอง





ขั้นตอนที่ 2 : ทาครีมบำรุง

          คุณสามารถเลือกได้ตามลักษณะสภาพผิวเหมือนกัน ถ้าเป็นขวานฟ้าหน้าดำละก็ อัดไวท์เทนนิ่งไปเลยค่ะเช้าเย็น ส่วนใหญ่แล้วเขา ก็มักจะผสมครีมบำรุงในตัวอยู่แล้ว แต่ถ้าหากคุณเป็นคนหน้าแห้ง หรือระคายเคืองง่ายก็อาจผสมกับครีมบำรุงให้ความชุ่มชื่นเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งควรเลือกที่มีส่วนผสมของสารแอนตี้ออกซิแดนท์ชนิดต่าง ๆ รวมอยู่ด้วย ผิวจะได้ทั้งขาวและแข็งแรงขึ้น

        กรณี ที่คุณย่างเข้าเลข 4 คุณต้องพิถีพิถันในการเลือกครีมบำรุงเพิ่มขึ้น โดยเลือกกลุ่มที่มีส่วนประกอบของวิตามินเอที่มีอยู่ในเครื่องสำอางที่อยู่ รูปของเรตินอล อาจเลือกรวมกับสารที่ออกฤทธิ์ในการผลัดเซลล์ผิว หรือสารออกฤทธิ์ที่ช่วยในการลดริ้วรอย ได้แก่ ไฮยารูโลนิกเอสิก, อาเจริรีน, CoQ10 เป็นต้น และเลือกใช้สูตรเข้มข้นบริเวณรอบดวงตาเพื่อลดริ้วรอยที่บ่งบอกถึงวัยของคุณ





ขั้นตอนที่ 3 : ครีมกันแดด

          อีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ วันไหนคุณไม่ทากันแดดเปรียบเสมือน คุณตื่นนอนตอนเช้าแล้วลืมแปรงฟัน นอกจากจะล้างหน้าอย่างนุ่มนวล และปรนเปรอผิวพรรณด้วยสารบำรุงทั้งหลายแล้ว ยังต้องมี Protection ที่ดีด้วย ได้แก่ ตัวปกป้องการทำลายผิวจากแสงแดดหรือครีมกันแดด

          วิธีเลือก ดูง่ายๆ คือต้องปกป้องครอบคลุมทั้ง UVA และ UVB เลือกเอา SPF ที่สูงเข้าไว้ก่อนเกิน 30 ขึ้นไปกำลังดี สำหรับแดดจัด ๆ อย่างบ้านเรา แนะนำให้มีไทเทเนียมไดออกไซด์ หรือซิ้งค์ออกไซด์ร่วมด้วย เพื่อช่วยสะท้อนแสงออกไป ถ้าผิวคุณแพ้ง่ายอาจจำต้องเพิ่มความระมัดระวัง อาการผื่นและสิวที่มาพร้อมกับครีมกันแดดจะเกิดขึ้นได้ง่าย
นอกจากจะเลือก ครีมกันแดดที่ดีแล้วอย่าลืมทาให้ถูกวิธี เอาให้หนามากที่สุดแบบที่คุณรับได้ ทาก่อนออกแดดอย่างน้อย 30 นาที และทาซ้ำถ้าคุณสามารถทำได้ อย่าลืมเลือกกันแดดที่เข้ากับกิจกรรมของคุณ คิดจะออกแดดกลางแจ้ง เล่นน้ำทะเล หรือออกกำลังกายที่เหงื่อไหลเป็นน้ำละก็ เลือกแบบที่กันน้ำ และทาซ้ำให้บ่อยทุก 1-2 ชั่วโมงค่ะ

          ถ้า จะให้ครบสมบูรณ์ของตำรับการดูแลผิวต้องดูแลจากภายใน เริ่มจากการรับประทานอาหารที่ดี มีระบบการย่อยอาหารที่ดี ขับถ่ายเป็นประจำ ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ นอนหลับให้สนิทในเวลาที่เหมาะสม ปรับร่างกายของคุณให้ทำงานเป็นเวลา ที่สำคัญหมั่นทำจิตใจให้ปลอดจากพันธนาการแห่งความทุกข์ แจกจ่ายความรักให้ตัวคุณเองและคนรอบข้าง สุขทั้งกายสุขทั้งใจแบบนี้ ผิวสวยสดใสของคุณได้เปล่งปลั่งโชว์ความนวลเนียน เผยผิวสวยชมพูใสให้ต้องตาต้องใจของใคร ๆ อย่างแน่นอนค่ะ



ที่มา


http://women.kapook.com

9 วิธีลดริ้วรอยง่าย ๆ ที่ไม่ควรมองข้าม

9 วิธีลดริ้วรอยง่าย ๆ ที่ไม่ควรมองข้าม

ผิวสวย

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

          เมื่อวัยล่วงเลยมาแตะเลข 3 แน่นอนว่าสาว ๆ ส่วนใหญ่จะต้องนั่งกุมขมับพะว้าพะวง เกี่ยวกับเรื่องริ้วรอยแห่งวัยเป็นอันดับแรก ซึ่งนั่นก็ทำให้สาว ๆ ไม่น้อยต่างสรรหาครีมบำรุง เซรั่ม หรือเริ่มมองหาวิธีฉีดนู่นนี่ เพื่อให้ใบหน้ากลับมาตึงกระชับดังเดิมกันจ้าละหวั่น เพราะคงไม่มีใครอยากให้ริ้วรอยปรากฎบนใบหน้าของตัวเองเป็นแน่

          แต่ ในขณะที่สาว ๆ เฝ้าสรรหาครีมบำรุง เซรั่ม และการฉีดสารต่าง ๆ มาลดเลือนริ้วรอยบนใบหน้า จะมีใครรู้บ้างว่า การดูแลตัวเองตามธรรมชาติ ก็สามารถช่วยลดริ้วรอยบนใบหน้าได้ไม่ต่างกัน และก็น่าแปลกที่สาว ๆ มักจะมองข้ามและไม่สนใจจะทำมันอย่างจริงจังเท่าไหร่ซะด้วยสิ วันนี้ กระปุกดอทคอม ก็เลยขอหยิบยกเรื่องราว เกี่ยวกับการลดเลือนริ้วรอยโดยไม่ต้องพึ่งศัลยกรรม หรือครีมลดริ้วรอยมากมายมาฝากกันค่ะ ไปดูกันว่า สาว ๆ สามารถดูแลตัวเองเพื่อลดริ้วรอยได้อย่างไรบ้าง

          1. ทำสมาธิ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าการทำสมาธิให้จิตใจสงบผ่องใส สามารถส่งผลให้หน้าตาคุณสดใส ไร้ริ้วรอยได้จริง ๆ เมื่อนักวิทยาศาสตร์หลายท่านได้พบว่าการทำสมาธิเป็นประจำ จะกระตุ้นการทำงานของเยื่อหุ้มสมอง ส่วนหน้าซีกซ้ายที่เป็นศูนย์กลางของอารมณ์ยินดี และส่งผลกับกล้ามเนื้อบนใบหน้า เมื่อมีสมาธิ จิตใจปลอดโปร่ง มีความสุข ก็ทำให้ลดเลือนริ้วรอยได้

          2. ออกกำลังกาย การออกกำลังกายดีกับการทำงานของอวัยวะทุกส่วน ทั้งภายนอกและภายใน และมันยังช่วยขับของเสียในร่างกายออกมาในรูปแบบของเหงื่อด้วย ดังนั้นจึงไม่แปลกหากผู้ที่ออกกำลังกายบ่อย ๆ จะมีผิวพรรณสวยสดใสไร้ริ้วรอยค่ะ

          3. ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าจากธรรมชาติ แทนสารสังเคราะห์ทางเคมี โดยเลือกใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติที่มีสารแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ ที่ส่งผลต่อการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินในผิว เช่น โจโจบาออยล์ น้ำมันอโวคาโด น้ำมันเมล็ดองุ่น เป็นต้น

          4. ใช้ครีมกันแดดทุกครั้งที่ออกแดด แสงแดดถือเป็นตัวการทำลายชั้นผิว ก่อให้เกิดปัญหาผิวต่าง ๆ ตามมามากมาย รวมถึงริ้วรอยก่อนวัยด้วย ดังนั้นสาว ๆ จึงควรให้ความสำคัญกับการป้องกันแดดทุกครั้ง ก่อนออกไปเผชิญแสงแดดนอกบ้านค่ะ

          5. ลดการบริโภคแอลกอฮอล์และคาเฟอีน เพราะจะทำลายความชุ่มชื้นในผิว ดังนั้น ถ้าหากคุณอยากมีผิวสวยที่ไร้ริ้วรอยแล้วล่ะก็ หยุดการบริโภคแอลกอฮอล์และคาเฟอีนทุกชนิด หรือบริโภคแต่น้อย เพื่ออายุผิวสวยที่ยืนยาวค่ะ

          6. ให้ความชุ่มชื้นกับผิวอย่างต่อเนื่อง ด้วยการดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้วต่อวัน

          7. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เวลาที่เพียงพอสำหรับคนเราคือ 8 ชั่วโมงต่อคืน เพื่อให้อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายได้พักผ่อนและให้ผิวได้ซ่อมแซมตัวเอง

          8. ขัดผิวหน้าสัปดาห์ละ 2 ครั้ง จะช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป แล้วเผยผิวใหม่ที่สว่างใสขึ้น และยังช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยได้อีกด้วย และหลังจากสครับผิวแล้ว ก็ควรให้ความชุ่มชื้นผิวด้วยน้ำผึ้ง หรือมอยซ์เจอไรซิ่งมาสก์ เพื่อผิวสวยสมบูรณ์แบบค่ะ

          9. เลิกสูบบุหรี่ เพราะมันทำให้ริ้วรอยบนใบหน้าเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และเร็วกว่าที่ควรจะเป็นเสียอีก

          และ 9 ข้อข้างต้นนี้ ก็ถือเป็นวิธีที่สุดจะง่ายแสนง่ายในการลดเลือนริ้วรอย ที่สาว ๆ มักจะมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย ในขณะที่มันเป็นสิ่งที่ให้ผลดีกับคุณ โดยตรงแถมไม่ต้องลงทุนซื้อผลิตภัณฑ์ราคาแพงเสียอีก ดังนั้น ถ้าหากคุณไม่อยากมีริ้วรอยแห่งวัยปรากฎบนใบหน้าแล้วล่ะก็ ลองใส่ใจพฤติกรรมเพื่อผิวสุขภาพดีง่าย ๆ เหล่านี้ดู หรืออาจจะทำควบคู่ไปกับการใช้ครีมบำรุงผิวลดริ้วรอยก็ได้ รับรองว่าถ้าทำได้แบบนี้ ผิวคุณจะสวยใส ตึงกระชับไปอีกนานเลยทีเดียวค่ะ


ที่มา

http://women.kapook.com

วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2554

วิธีลดความเครียดตอนลดน้ำหนัก

การลดน้ำหนักหรือลดความอ้วนนั้นบางครั้งอาจจทำให้ใครหลายๆ คนรู้สึกเกิดอาการตึงเครียดตอนลดน้ำหนักได้ ฉะนั้นวันนี้เราเลยขอแนะนำวิธีลดความเครียดตอนลดน้ำหนักมา ฝากทุกคนที่กำลังเกิดความตึงเครียดนี้กับคุณค่ะ เราลองมาดูกันซิว่าสถานการณ์ตอนลดน้ำหนักหรือลดความอ้วนของคุณนั้นมันมี อาการอะไรบ้าง เพราะว่า วิธีลดความเครียดตอนลดน้ำหนัก ของเราในวันนี้พอจะช่วยคุณได้บ้างรึเปล่าเอ่ย เราของสรุป วิธีลดความเครียดตอนลดน้ำหนัก แบบที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดกับคนที่ลดน้ำหนักหรือคนที่ลดความอ้วนหลายๆ คนค่ะ ฉะนั้นแล้ววิธีลดความเครียดตอนลดน้ำหนักของเราน่าจะเป็นประโยชน์ต่อคนที่ กำลังลดน้ำหนักจนเกิดความเครียดหลายๆ คนนะค่ะ เอาเป็นว่ายังไงก็สู้ๆ ๆ ค่ะ เชื่อว่าวิธีลดความเครียดตอนลดน้ำหนักในวันนี้จะเป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่จะทำ ให้คุณพิชิตการลดน้ำหนักหรือลดความอ้วนของคุณได้สำเร็จลุล่วงมากยิ่งขึ้นค่ะ


เคล็ดลับ วิธีลดความเครียดตอนลดน้ำหนัก


- คลื่นไส้


ดื่มชาเปปเปอร์มินต์หรือชาขิงบรรเทาความปั่นป่วนในกระเพาะได้ ใช้ชงกับน้ำร้อนดื่มวันละ 3 ถ้วย


- เหนื่อย อ่อนเพลีย


การออกกำลังช่วยคุณได้ลองจัดเวลาเดินออกกำลังเมื่อคุณรู้สึกเฉื่อยชา ซึมเซา การที่ร่างกายสูญเสียน้ำมักทำให้อ่อนเพลียจึงควรมั่นใจว่าคุณดื่มน้ำไม่ต่ำ กว่าวันละ 6 แก้วเป็นอย่างน้อย คุณอาจต้องนอนหลับยาวกว่าปกติหากคุณรู้สึกเหนื่อยก็ควรเข้านอนเร็วขึ้นกว่า เวลาปกติ 30 นาที

วิธีลดความเครียดตอนลดน้ำหนัก


- ปวดหัวจัง


อาการนี้เกิดขึ้นได้กับผู้ที่ไดเอ็ตและทำดีท็อกซ์ไปด้วย ในช่วง 24 ชั่วโมง หลังจากที่คุณต้องงดกาเฟอีน คุณจะรู้สึกปวดศีรษะ การดื่มน้ำมาก ๆ จะช่วยบรรเทาอาการได้และช่วยในการขับถ่ายด้วย


- หิวแสบท้อง


หากคุณรู้สึกหิวในช่วงบ่ายลองกินอาหารจำพวกโปรตีน ตอนบ่าย 3 โมง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายของคุณจะสามารถย่อยอาหารได้ดีที่สุด


- หงุดหงิด


การลดกาเฟอีนและน้ำตาลทำให้คุณรู้สึกปั่นป่วนและเป็นกังวลได้ เพื่อให้ผ่อนคลายยิ่งขึ้นลองกินแคลเซียมและแมกนีเซียมเสริมวันละครั้งดูสิ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Lisa ขอขอบคุณรูปภาพจากอินเตอร์เน็ต

ผิวไหม้จากแสงแดด เรามี "วิธีรักษา!"

ช่วงนี้อากาศร้อนแสงแดดแรงอาจจะทำให้ผิวไหม้จากแสงแดดได้ ค่ะ ฉะนั้นวันนี้เราเลยนำเคล็ดลับดี ๆ กับ วิธีรักษาผิวไหม้จากแสงแดด มาฝากคุณผู้หญิงกันทุกคนด้วย ยิ่งคุณผู้หญิงท่านไหนที่ต้องทำงานกลางแสงแดดเป็นเวลายิ่งต้องระวังเรื่อง ผิวไหม้จากแสงแดด นะค่ะ เพราะไม่อย่างนั้นผิวสวย ๆ ของคุณอาจจะแลดูไม่สวยอีกต่อไป แต่ปัญหา ผิวไหม้จากแสงแดด ของคุณจะหมดไปได้เพราะว่าคุณมาเจอเราเข้าแล้ว จะยังไงนะเหรอก็เพราะว่าเรามี วิธีรักษาผิวไหม้จากแสงแดด ที่จะช่วยผิวสวยจัดการปัญหาผิวไหม้จากแสงแดดของคุณผู้หญิงอย่างไรล่ะค่ะ นั้นมาดูวิธีรักษาผิวไหม้จากแสงแดดกันเลยค่ะ



ผิวไหม้จากแสงแดด เรามี


วิธีรักษา ผิวไหม้จากแสงแดด


1. ใช้ถุงน้ำชาที่ชงดื่มแล้วไปแช่ในน้ำเย็นแล้วนำมาวางแปะตามบริเวณที่มีรอยไหม้แดด สามารถใช้ได้กับบริเวณใบหน้า

2. ใช้น้ำแข็งห่อในผ้าเช็ดหน้าแล้ววางบนรอยไหม้สัก 10 นาที ทำทุก 2-3 ชั่วโมง

3. เปิดน้ำในอ่างน้ำผสมข้าวโอ๊ตลงไปนอนแช่สัก 10 นาที ทำซ้ำเช่นนี้อีกทุกๆ 3 ชั่วโมง

4. ผสมน้ำแข็งก้อนลงในนมพร่องไขมันใช้ผ้าขนหนูจุ่มน้ำนมมาประคบตามผิวที่ไหม้ แดดและแสบร้อนทำต่อเนื่องนาน 2 นาที และทำซ้ำอีกทุก 2 ชั่วโมง

เพียงเท่านี้ก็จะช่วยรักษารอยแผลไหม้จากแสงแดดได้แล้วล่ะค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก เดลินิวส์ ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

วันเสาร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2554

สูตรลดน้ำหนัก : 9 กิโลกรัม ใน 1 สัปดาห์

สำหรับสูตรนี้ ต้องงดของมัน ของทอดด้วยนะคะ ก่อนรับประทานอาหารทุกมือ ควรดื่มน้ำก่อน 2 แก้ว
ควรนอนเวลา 1ทุ่ม คึ่ง ตื่น ตี 5 ครึ่ง
**** เวลา ทานอาหารที่ดี *****
เช้า เวลา 7.30 - 9.00 น.
กลางวัน เวลา 11.30-12.30น.
เย็น เวลา 15.00-16.30 น.

วันที่ 1
เช้า : น้ำผลไม้คั้น หรือ โยเกิร์ต 1 ถ้วย
กลางวัน : ไข่ต้ม 2 ฟอง
เย็น : สลัดผัก
วันที่ 2
เช้า : น้ำผลไม้คั้น หรือ โยเกิร์ต 1 ถ้วย
กลางวัน : ไข่ต้ม 2 ฟอง
เย็น : สลัดผัก
วันที่ 3
เช้า : กาแฟไม่ใส่น้ำตาล หรือ โยเกิร์ต 1 ถ้วย
กลางวัน : เกาเหลาลูกชิ้น 1 ชาม (หมู, เนื้อ )
เย็น : สลัดผัก
วันที่ 4
เช้า : น้ำผลไม้คั้น หรือกาแฟดำและขนมปัง 1 แผ่น
กลางวัน : สลัดผัก และไก่ย่าง 1 ชิ้น
เย็น : โยเกิร์ต 1 ถ้วย
วันที่ 5
เช้า : น้ำผลไม้คั้น หรือ กาแฟไม่ใส่น้ำตาล 1 ถ้วย
กลางวัน : ส้มตำ และไก่ย่าง 1 ชิ้น
เย็น : สลัดผัก
วันที่ 6
เช้า : น้ำผลไม้คั้น หรือ กาแฟไม่ใส่น้ำตาล 1 ถ้วย
กลางวัน : ปลานึ่ง หรือ ปลาเผา ไม่จำกัด
เย็น : สลัดผัก
วันที่ 7
เช้า : ข้าว 1 ทัพพี และเนื้อ 1 ชิ้นหรือไข่ต้ม 1 ฟอง
กลางวัน : เกาเหลาลูกชิ้น 1 ชาม (หมู, เนื้อ)
เย็น : สับปะรด 1 ชิ้น
การลดน้ำหนักตามสูตรนี้นั้น บางคนอาจลดได้มาก ได้น้อย แล้วแต่สรีระ และแล้วแต่กิจกรรมที่ทำในแต่ละวัน
โดย ส่วนตัวดิฉันลดได้ 5 กิโลเพราะกิจกรรมที่ทำนั้นไม่ค่อยได้เผาผลาญเท่าไร แต่ถ้าจะให้ดี ควรออกกำลังกายควบคู่กับการควบคุมอาหารไปด้วย การปรับสูตร สามารถปรับได้ตามต้องการ แต่ควรคำนึงว่า ต้องรับประทานอาหารวันนึงให้ครบ 5 หมู่ด้วยค่ะ

ที่มา


http://www.tlcthai.com

4 วิธีควบคุมน้ำหนัก

เราๆ ท่านๆ คงจะอยากมีน้ำหนักพอดี ไม่อ้วนหรือผอมมากเกิน เว็บไซต์อินเทลลิเฮลธ์มีคำแนะนำดีๆ เกี่ยวกับวิธีควบคุมน้ำหนักง่ายๆ ทำได้วันนี้ทันที และใช้ได้ผล…
41
เดินเร็ว
การเดินเร็ว (brisk walk) เป็นการออกกำลังกายที่ดีสำหรับคนเกือบทุกคน
การศึกษาสุขภาพพยาบาลในสหรัฐอเมริกา (Nurses’ Health Study) เป็นเวลา 8 ปีพบว่า คนที่เดินเร็ว 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์มีอาการหัวใจขาดเลือด (heart attack) น้อยลง 35 % เมื่อเทียบกับคนที่เดินน้อย การเดินช่วยเผาผลาญพลังงานส่วนเกินได้ดี
ออกแรง
การออกแรงในชีวิตประจำวันช่วยควบคุมน้ำหนักได้ เช่น เดินไปทำงาน ล้างรถ ซักผ้า รดน้ำต้นไม้ รีดผ้า ฯลฯ การเดินแทนการนั่งรถก็ช่วยควบคุมน้ำหนักได้ การเดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟต์ ฯลฯ
ออกกำลัง
การออกกำลังกายแบบที่ท่านชอบวันละ 30 นาทีช่วยควบคุมน้ำหนักได้ ถ้าไม่มีเวลาจะแบ่งเป็นช่วงๆ ก็ได้ เช่น เดินคราวละ 15 นาที วันละ 2 ช่วง ฯลฯ แทน
กินแบบมีเทคนิค
การกินอาหารที่มีกากใยมากขึ้น เช่น กินข้าวกล้องแทนข้าวขาว ฯลฯ กินอาหารให้ช้าลง และหยุดกินก่อนอิ่ม
การเลือกผลไม้ที่ไม่หวานจัดเป็นอาหารว่างแทนขนม การเลือกจาน-ชาม-แก้วขนาดเล็กลง โดยเฉพาะแก้วควรใช้แก้วแบบผอม-สูงมากกว่าแก้วทรงอ้วน-เตี้ยเทคนิค เพื่อให้ดูปริมาณอาหาร หรือเครื่องดื่ม “มากกว่าจริง” นิดหน่อย
อ้างอิง http://gotoknow.org/blog/health2you/6550

วันศุกร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2554

เคล็ดลับ...รู้ไว้ไม่เสียหลาย : หมวด เคล็ดลับแม่บ้าน



1. ไข่ขาวสามารถใช้รักษาแผลน้ำร้อนลวกได้ จริงหรือ
 เฉลย :  จริง  โดย ใช้ไข่ขาวมาทาที่น้ำร้อนลวกให้ทั่วทิ้งไว้จนแห้ง ไปเอง แล้วรอสักพักใหญ่ๆ จึงล้างออกจะไม่มีรอยแดง หรือพองเลย ข้อสำคัญ ก่อนทาไข่ขาวอย่าให้ถูกน้ำเย็นหรือของอื่นเลย และอย่าไปแกะ หรือเกาตอนที่ใกล้จะแห้ง เพราะจะทำให้หนังถลอก  
2. ยาหม่องสามารถใช้ขจัดหมากฝรั่งเปื้อนผ้าได้ จริงหรือ
 เฉลย :  จริง  โดยการใช้ยาหม่องถูตรงยางเหนียวๆของหมากฝรั่งไปมา ไม่นานยางของหมากฝรั่งก็จะหลุดออกหมดแล้วจึงนำผ้าไปซักตามปกติ  
3. ใส่หลอดในขวดซอสมะเขือเทศจะทำให้เทออกง่าย จริงหรือ
 เฉลย :  จริง  โดยการใส่หลอดลงไปให้ลึกถึงก้นขวด เพื่อให้อากาศสามารถแทรกผ่าน เข้าไปในขวดได้ แล้วเทซอสมะเขือเทศก็จะไหลออกมาง่ายขึ้น  
4. ถุงน่องแช่น้ำเกลือช่วยให้ถุงน่องไม่ขาดง่าย จริงหรือ   
เฉลย :  จริง
 โดย การนำเกลือ 2 ถ้วยผสมกับน้ำ 1 แกลอน แช่ถุงน่องใหม่ไว้นาน 3 ชั่วโมง แล้วล้างด้วยน้ำเย็น ยกถุงน่องขึ้น มาตากให้น้ำหยดจนแห้ง ก็จะทำให้ถุงน่องคงสภาพ และเหนียวทนนาน  
5. มันฝรั่งกำจัดกลิ่นปลาร้าติดมือได้ จริงหรือ
 เฉลย :  ไม่จริง  แต่มันฝรั่งสามารถกำจัดกลิ่นหัวหอมติดมือได้ โดยการนำมันฝรั่งที่ปอกแล้ว มาถูมือที่มีกลิ่นหัวหอมติดอยู่  กลิ่นหัวหอมก็จะค่อยๆ จางหายไป  
6. พริกแห้งใช้ไล่แมลงวันได้ จริงหรือ  
 เฉลย :  จริง  เวลาตากของแห้งไว้ จะมีแมลงวันมาตอม ให้เอาพริกแห้ง 5 - 6 เม็ด เสียบไว้รอบกระด้ง ไอร้อนของพริก จะทำให้แมลงวันไม่กล้าเข้าใกล้  
7. เบียร์ช่วยคลายเกลียวขึ้นสนิมได้
 เฉลย :  จริง  ให้ รินเบียร์ลงไปบนเกลียวขึ้นสนิมนิดหน่อย รอ 2-3 นาที ความเป็นกรดของเบียร์ จะช่วยขจัดสิ่งสกปรก และเศษสนิม ทำให้เกลียวหมุนเปิดได้ง่ายขึ้น  
8. เอาผ้าไหมแช่ช่องแข็งจะทำให้รีดง่าย จริงหรือ
 เฉลย :   จริง  การ รีดผ้าไหม ควรใช้ไฟอ่อนๆ เพราะผ้าไหมจะไหม้เกรียม หรือเป็นสีเหลืองได้ง่าย แต่ถ้าผ้าไหมยับมาก ก่อนรีดควรฉีดพรมน้ำยาให้ทั่ว แล้วพับใส่ถุงพลาสติก นำไปแช่ในช่องแข็งของตู้เย็น ประมาณ 10 -15 นาที แล้วจึงนำออกมารีด จะทำให้รีดผ้าไหมได้ง่าย และเรียบยิ่งขึ้น 
9. นำเหรียญสลึงใส่แจกันช่วยให้ดอกไม้ไม่เหี่ยวเฉาได้ จริงหรือ   
 เฉลย :  จริง  โดยให้หย่อนเหรีย­สลึงลงไปในแจกัน ส่วนผสมที่เป็นทองแดงในเหรียญจะช่วยยับยั้งการเจริญ เติบโตของเชื้อแบคทีเรีย  ซึ่งเป็นสาเหตุให้ดอกไม้เหี่ยวเฉา  
10. ใบฝรั่งช่วยดูดกลิ่นได้ จริงหรือ
 เฉลย :  จริง  โดย ให้นำใบฝรั่งมาตำให้ละเอียดคั้นเอาแต่น้ำ แยกกากใบออก น้ำมันหอมระเหยที่ได้ จะทำหน้าที่ดับกลิ่น ส่วนกากใบที่ได้ให้นำไปวางไว้ตามจุดต่างๆเพื่อช่วยดูดกลิ่นได้


ที่มา
http://variety.teenee.com

เคล็ดลับ...รู้ไว้ไม่เสียหลาย : หมวดรู้ไว้ใช่ว่า



1. การแลบลิ้นให้น้ำลายยืดลงพื้น 3 หยดจะแก้เผ็ดได้ จริงหรือ
 เฉลย  :  จริง  อาการ เผ็ดเกิดจากสารที่ชื่อ แคปไซซิน ที่อยู่ในพริกเข้าไปจับกับปลายประสาทรับรถที่ลิ้น ร่างกายจะก็จะแสดงปฎิกริยาโดยขับน้ำลายออกมาชะล้างเอาเจ้าสารนี้ออกไป    
2. ดูดนมยางของเด็กทารกตอนนอนจะแก้อาการนอนกรนได้ จริงหรือ
 เฉลย:   จริง  การคาบหรืออมนายางของเด็กทารกไว้ในปากจะทำให้ลิ้นในปากอยู่นิ่ง ก็จะพลอยให้เนื้อเยื่อของเพดาน ไม่กระเทือนสั่นไหว ขึ้นจึงไม่เกิดอาการกรนและไม่นอนอ้าปากอีกด้วย  
3. การสูดกลิ่นตัวผู้ชายทำให้หายเครียดได้ จริงหรือ
 เฉลย:  จริง  เพราะ กลิ่นตัวผู้ชายที่เป็นคนรักนั้นมีสาร ฟีโรโมน ผสมอยู่โดยเฉพาะในผมและผิวของเขา เมื่อสูดดมแล้วจะช่วยลดอาการเครียดและเหนื่อยล้าลงได้  
4. แอปเปิ้ลผลิตกระแสไฟฟ้าได้ จริงหรือ
 เฉลย:  จริง  ถ้าเสียบแผ่นสังกะสี และแผ่นทองแดง กรดในแอปเปิ้ลจะทำให้เกิดการแตกตัวของไอออน ทำให้ลูกแอปเปิ้ลเป็นเหมือนแบตเตอรี่  ซึ่งผลไม้ชนิดอื่นเช่น มะนาว เกรปฟรุ๊ต หรือมันฝรั่ง ก็ทำได้เช่นกัน  
5. ปัสสาวะมนุษย์ใช้ทำยาสีฟันในสมัยโบราณ จริงหรือ
 เฉลย:  จริง โดย แพทย์ชาวโรมันเชื่อว่า ปัสสาวะมนุษย์ มีคุณสมบัติทำให้ฟันขาว และแข็งแรง ยาสีฟันในยุคดังกล่าว จึงเป็น น้ำยาบ้วนปากที่ทำจากปัสสาวะมนุษย์  
6. วัวกระทิงเกลียดสีแดง จริงหรือ
 เฉลย:  ไม่จริง  เพราะ วัวเป็นสัตว์ตาบอดสี ไม่สามารถแยกแยะสีต่างๆ ได้ แต่การที่วัวเมื่อถูกล่อด้วยผ้าแดงเหมือนในสนามสู้วัว แล้วก็พุ่งเข้าใส่นั้น เป็นเพราะความรำคา­ และเพราะถูกยั่วยุมากกว่า  
7. เพชรแท้จะไม่ติดสีหมึก จริงหรือ
 เฉลย:  จริง  การ ทดสอบดูเพชรแท้นั้น ให้ป้ายน้ำหมึกสีดำไปบนเพชร ถ้ามีความลื่นออก ไม่ติดอยู่บนเพชร แสดงว่าเป็นเพชรแท้ แต่ถ้ายังมีจุดดำตรงที่แต้มอยู่ ก็แสดงว่าเป็นเพชรเทียม  
8. การทะเลาะกันทำให้แผลหายช้า จริงหรือ
 เฉลย :   จริง  เพราะ ความเครียดที่เกิดขึ้น ทั้งระหว่าง และหลังจากการทะเลาะกัน จะส่งผลให้ร่างกายลดการผลิตโปรตีนเม็ดเลือด ที่มีประโยชน์ต่อการรักษาบาดแผล หรือส่วนที่สึกหรอในร่างกายให้น้อยลงทำให้บาดแผลต่างๆ หายช้า  
9. แสงแดดอ่อนๆ ช่วยป้องกันโรคซึมเศร้าได้ จริงหรือ
 เฉลย :  จริง  เพราะ แสงแดดอ่อนๆ จะช่วยลดการสร้างฮอร์โมน เมลาโตนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการนอนหลับ ถ้าหากเก็บตัวอยู่แต่ในที่มืดจะทำให้ฮอร์โมนตัวนี้สูงขึ้น และอาจส่งผลให้เกิดการง่วง เหงา ซึมเซาได้    10. การฟังเพลงช่วยบรรเทาอาการปวดข้อได้ จริงหรือ  เฉลย :  จริง  เพราะการฟังเพลงทำให้สมองหลั่งสารเอนดอร์ฟินส์ ซึ่งเป็นฮอร์โมนสร้างความสุขออกมา ช่วยลดความดันโลหิต และ บรรเทาอาการปวดข้อลงได้


ที่มา

http://variety.teenee.com